• Advertisement

Moderator Control Panel ]

เล่าประวัติชาวไทลื้อ ชนชาติไตแห่งสิบสองปันนา

บทความท่องเที่ยว เชียงราย สิบสองปันนา (เชียงรุ่ง) เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง
  • Ads

เล่าประวัติชาวไทลื้อ ชนชาติไตแห่งสิบสองปันนา

โพสต์โดย Sam » อาทิตย์ ม.ค. 17, 2010 4:44 pm

รูปภาพ
เดิมชาวไทลื้อมีถิ่นที่อยู่บริเวณหัวน้ำของ (น้ำโขง) เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า "ลือแจง" ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่าคุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำของ (น้ำโขง) สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองปันนาปัจจุบัน ตั้งเป็นอาณาจักร แจ่ลื้อ (จีนเรียกเซอลี่) โดยได้ตั้งศูนย์อำนาจการปกครองเอาไว้ที่หอคำเชียงรุ่ง นาน 790 ปี ต่อมาถึงสมัยเจ้าอิ่นเมือง ครองราชต่อมาในปี ค.ศ.1579-1583(พ.ศ. 2122-2126) ได้แบ่งเขตการปกครองเป็นสิบสองหัวเมือง แต่ละหัวเมืองให้มีที่ทำนา 1,000 หาบข้าว (เชื้อพันธุ์ข้าว) ต่อมาหนึ่งที่/หนึ่งหัวเมือง จึงเป็นที่มาจนถึงปัจจุบัน

เมืองสิบสองปันนาได้แบ่งเขตการปกครองเอาไว้ในอดีตดังนี้
1. ปันนาเชียงรุ่ง มี 2 เมือง คือเมืองเชียงรุ่ง, เมืองฮำ
2. ปันนาเมืองแจ่ มี 3 เมือง คือเมืองอ๋อง, เมืองงาด, เมืองแจ่
3. ปันนาเมืองหน มี 2 เมือง คือเมืองปาน, เมืองหน
4. ปันนาเมืองเจียงเจื่อง มี 2 เมือง คือเมืองฮาย, เมืองเจื่อง
5. ปันนาเจียงลอ มี 4 เมืองคือเมืองมาง, เมืองงาม, เมืองลางเหนือ, เมืองเจียงลอ
6. ปันนาเมืองลวง มี 1 เมืองคือเมืองโลง
7. ปันนาเมืองลา มี 2 เมือง คือเมืองบาง, เมืองลา
8. ปันนาเมืองฮิง มี 2 เมืองคือเมืองวัง, เมืองฮิง
9. ปันนาเมืองล้า มี 2 เมืองคือเมืองบาน, เมืองล้า
10. ปันนาเมืองพง มี 2 เมืองคือเมืองหย่วน, เมืองพง อีกเมืองส่างกาง ส่างยอง
11. ปันนาเมืองอู๋ มี 2 เมืองคือเมืองอู๋ใต้, เมืองอู๋เหนือ (ปันนานี้ตกเป็นเขตแดนลาวล้านข้าง สมัยฝรั่งเศสปกครองประเทศลาวถึงปัจจุบัน)
12. ปันนาเจียงตอง มี 4 เมืองคือ เมืองบ่อล้า, เมืองอีงู, เมืองอีปัง, เมืองเจียงตอง
จึงเป็นที่มาของคำว่า "สิบสองปันนา"

ในห้วงระหว่างปี ค.ศ.1782-1813 (พ.ศ. 2325-2356) ในยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ ที่ช่วงเวลานั้นเมืองเชียงใหม่มีจำนวนประชากรบางตา ชาวไทลื้อได้ถูกพระยากาวิละเจ้าเมืองเชียงใหม่ทำการกวาดต้อนลงมายังเมืองเชียงใหม่และหัวเมืองใกล้เคียงตามนโยบาย "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" ดังนี้

แม้พระเจ้ากาวิละจะได้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่หรือเจ้า หลวงแล้ว ภายในเวลาขณะนั้น ในกำแพงเมืองเชียงใหม่แล้ว ผู้คนยังโหรงเหรงและเงียบเหงา ภายในยังเต็มไปด้วยบรรดาแมกไม้ยังรกรุงรัง จึงถือได้ว่า เป็นยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่จริง ๆ พระเจ้ากาวิละและเจ้าน้องทั้ง ๖ คน จึงเริ่มหาทางเพิ่มราษฎรในเมือง โดยการชักชวนและไปตีกวาดต้อนตามหัวเมืองต่าง ๆ ทุกทิศ เริ่มตั้งแต่เมืองฝาง (อำเภอฝาง) ไปจนถึงเมืองเชียงแสน เชียงราย เชียงคำ เชียงของ เมืองปุ เมืองสาด เมืองกาย เมืองพะเยา เมืองเลน เมืองยอง เมืองเชียงตุง เมืองขอน เวียงตองกาย จนถึงสิบสองปันนา ทิศตะวันตกถึงเมืองบนฝั่งแม่น้ำคง (สาละวิน) มีเมืองยวม เมืองแม่ฮ่องสอน เมืองแหง เมืองปาย ฯลฯ ในปี ๒๓๓๒ ก็ได้ชาวบ้านสะต๋อย บ้านวังลุ วังกวาด และบ้านงัวลาย ท่าช้าง บ้านนา และอีกหลายเมือง ซึ่งได้ไปไว้ในที่ต่าง ๆ ในเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง จนถึงแพร่ น่าน ....

ที่มา: chiangmainews.co.th


ในปีค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) เหมาจูซี้ (เหมาเซตุง) ได้ยึดอำนาจการปกครอง และได้นำระบอบคอมมิวนิสต์มาใช้ มีการริดรอนอำนาจเจ้าฟ้า ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทำให้เจ้าหม่อมคำลือ เจ้าฟ้าในขณะนั้นต้องสูญสิ้นอำนาจลงในปี ค.ศ.1953 (พ.ศ.2496) ชาวไทลื้อในสิบสองปันนาจึงทยอยหลบหนีออกเมืองมาเรื่อย ๆ ต่อมาในปี 1958 (พ.ศ.2501) เหมาเซตุงได้ปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ ไทลื้อในสิบสองปันนาจึงหลบหนีออกเมืองมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ชาวไทลื้อสิบสองปันนาที่หนีออกเมืองหลายทิศทางแยกออกได้นี้
สายที่ 1 เข้าสู่เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า
สายที่ 2 เข้าสู่เมืองยอง ประเทศพม่า
สายที่ 3 เข้าสู่เมืองสิงห์ เมืองอู๋
สายที่ 4 เข้าสู่ประเทศลาว และไทย

สาเหตุการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานชาวไทลื้อมีหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น
1. ถูกกวาดต้อน
2. เหตุบ้านการเมือง การปกครอง
3. ติดตามญาติพี่น้องที่มาก่อนแล้ว
4. หาแหล่งทำกินที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความสงบสุขร่มเย็น มีภูมิประเทศที่เหมาะสม

ในประเทศไทยมีไทลื้ออยู่หลายจังหวัด ดังนี้
1. จังหวัดเชียงราย อ.แม่สาย, แม่จัน, เชียงแสน, เชียงของ, เวียงแก่น, แม่สรวย, เวียงป่าเป้า, แม่ฟ้าหลวง, เทิง, พาน
2. จังหวัดเชียงใหม่ อ.สะเมิง, ดอยสะเก็ด, วังเหนือ, แม่อาย
3. จังหวัดลำพูน อ.บ้านธิ, ป่าซาง, บ้านโฮ่ง, ลี้
4. จังหวัดลำปาง อ.แม่ทะ, เมือง
5. จังหวัดพะเยา อ.เชียงคำ, เชียงม่วน, จุน, ปง
6. จังหวัดน่าน อ.ปัว, สองแคว, ทุ่งช้าง
7. จังหวัดแพร่

วิถีชีวิตความเป็นอยู่
รูปภาพ
ที่ตั้งบ้านเรือน หรือหมู่บ้าน จะหาทำเลที่มีแม่น้ำลำคลองอยู่ใกล้หมู่บ้านและสะดวกในการเพาะปลูก ดำเนินชีวิตแบเรียบง่าย พอเพียง พึ่งพาตนเอง ชาวไทลื้อมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน การสร้างบ้านเรือนแต่ละหลังในหมู่บ้าน คนทั้งหมู่บ้านจะมาช่วยกัน เวลาเก็บเกี่ยวข้าวก็จะช่วยกันให้เสร็จไปทีละเจ้า แต่เจ้าของนานั้นต้องได้ไปช่วยเขามาก่อนแล้ว ถ้าหนุ่มสาวคนใดเกียจคร้าน พ่อแม่บ่าวสาวจะตั้งข้อรังเกียจ ไม่ยอมให้แต่งงานด้วย

นิสัยใจคอ
ไม่ชอบความรุนแรง รักสงบ รักความสะอาด เรียบร้อย รักสวยรักงาม จิตใจเยือกเย็นสุขุม ซื่อสัตย์ สุจริจ มุ่งมั่น ขยันอดทน มีความหมั่นเพียร อ่อนน้อมถ่อมตน อ่อนหวาน เคารพนับถือพ่อแม่ ผู้มีอาวุโส ปู่ย่า ตาทวด บรรพบุรุษ

อาชีพ
ในปัจจุบัน ทำไร่ทำนา เลี้ยงสัตว์ ค้าขาย รับราชการฯลฯ

จุดเด่นกับความภาคภูมิใจของไทลื้อ
1. ความรักหมู่คณะ และรักชาติกำเนิดมีเอกลักษณ์ทางภาษา การแต่งกายเป็นของตนเอง
2. มีความรักสงบ รู้รักสามัคคี มีเมตตา ซื่อสัตย์
3. มีความสันโดษ มักน้อย
4. มีความเพียร มุ่งมั่น ขยัน อดทน มุมานะ
5. ยึดมั่นใน ชาติ ศาสนา พราะมหากษัตริย์

ศิลปะการแสดงของไทลื้อ
ฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ตบมะพาบ ฟ้อนนก ฟ้อนปอยบั้งไฟ ขับเป่าปี่ ขับป่าหาโหล (เข้าป่าหาฟืน) ขับโลงน้ำ โลงหนอง (ลงน้ำ ..ขับเกี้ยวบ่าว-สาว)

วัฒนธรรมประเพณี
บวชลูกแก้ว ตานธรรม ตานก๋วยสลาก ตานเข้าพรรษา ออกพรรษา ฮ้องขวัญควาย แฮกนา เลี้ยงผีเมือง เตวดาเฮือน (เทวดาเรือน) ผีหม้อนึ่ง เตาไฟ ผิดผีสาว สืบชาตาหลวง กินแขก ประเพณีสงกรานต์ สูมาดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่

เทศกาลแต่ละเดือนใน 12 เดือนมีกิจกรรมดังนี้
เดือนเจี๋ยง (เดือนอ้าย) ปอยขึ้นพระธาตุ ขึ้นเรือนใหม่ กินแขก (แต่งงาน)
เดือนกรรม เข้ากรรม (อยู่ปริวาสกรรม) ตานข้าวใหม่
เดือนสาม เลี้ยงผีเมือง ปี๋ใหม่ไตลื้อ
เดือนสี่ สืบชาตาหลวง บวชตุ๊ กินแขก ขึ้นเฮือนใหม่
เดือนห้า ตานหมู่ข้าวน้อย ตานกองทรายพันกอง
เดือนหก ปอยสงกรานต์ปีใหม่เดือนหก ปอยบอกไฟสิรวด (ขอฝนพระยาแถน) กินแขก ขื้นเฮือนใหม่
เดือนเจ็ด ปอยแรกนา (ปักเสาแรกนาในนา บูชาขวัญข้าว)
เดือนแปด ปอยพระบาท (บูชาชักผ้ารอยพระพุทธบาท)
เดือนเก้า ตานเข้าพรรษา ตานข้าวหยาดน้ำ ตานธรรม อุทิศส่วนกุศลไปหาญาติพี่น้องผู้มีพระคุณ ที่ล่วงลับไปแล้ว
เดือนสิบ ตานหมู่ข้าว ผู้เฒ่าผู้แก่
เดือนสิบเอ็ด ปอยตานธรรมมหาปาง
เดือนสิบสอง ปอยออกพรรษา ตานต้นแปก (ต้นเกี๊ยะ) จิกองโหล บอกไฟดอก

รูปภาพ
ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน
ผ้าทอ เครื่องจักสาน ทำเครื่องเงิน ทำเครื่องทอง ตีเหล็ก ตีมีด ทำเคียว ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ปั้นหม้อ

อาหารการกิน
น้ำหมี่ (น้ำพริก) ปู , น้ำหน่อ, น้ำผัก, มะเขือส้ม, ถั่วเน่า, ปลา, แม้ (รถด่วน), จิ้น ฯลฯ

อาหารคาว/แกง
จิ้นส้า (ลาบ) แกงอ่อม, ปลาปิ้งอบ, จิ้นไก่อุบ, ข้าวเหลืองเนื้อไก่, จิ้นซำพริก, ซีจิ้น (แกงส้มจิ้น) แกงหน่อไม้, ไกน้ำของ , (ตะใคร่น้ำแม่โขง) ส้มหนัง, น้ำหนัง, ส้มผักกุ่ม, ส้มผักกาด, จิ้นไก่หมี่ (ต้มยำจิ้นไก่) ตุ่งด้าง (แกงกระด้าง) แกงหน่อไม้, หลามบอน, เป๊อะหว่าง (เลือดกระด้าง) ฯลฯ

อาหารว่าง
ข้าวโคบ, ข้าวแคบ, ข้าวแล่งฟืน, ข้าวต่อ, ข้าวแต๋น, ข้าวเม็ดก่าย, ข้าวลอดซอง (ลอดช่อง), น้ำอ้อยก้อน, ข้าวส่วย, ข้าวฟืนน้ำอ้อย, ข้าวเหลืองน้ำอ้อย, ข้าวจี่งา, ข้าวจี่หมวก ฯลฯ

ที่มา: chiangtung.freeforums.org


Sam
Site Admin
 
โพสต์: 1775
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ มี.ค. 11, 2007 9:03 pm
ที่อยู่: เชียงราย

เชียงรุ่ง-สิบสองปันนา ถิ่นไทในยูนนาน

โพสต์โดย Sam » จันทร์ ก.พ. 01, 2010 6:51 am

มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับการขนานนามว่า "ดินแดนแห่งความลี้ลับ" เพราะเป็นแหล่งรวมความงามทางธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ตลอดจนเรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์

ทางใต้สุดของมณฑล เป็นที่ตั้งของเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา หรือสิบสองพันนา (ภาษาจีนออกเสียง ฉีฉ่วงบั่นนา) มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐฉาน ประเทศพม่า เดียนเบียนฟู ของเวียดนาม และแขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว ถัดจากลาวลงมาก็คือประเทศไทย

รูปภาพ
มองจากวัดหลวงเมืองลื้อเห็นตัวเมืองเชียงรุ่ง

ความสำคัญของสิบสองปันนาด้านหนึ่งคือเป็นเขตปกครองตนเองของชาวไทลื้อหรือไตลื้อ

ไทลื้อแห่งสิบสองปันนา มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง (จีนเรียก จิ่งหง) เมืองนี้แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านคือ แม่น้ำหลานชาง หรือแม่น้ำล้านช้าง ซึ่งก็คือแม่น้ำโขงนั่นเอง

หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ระบุว่า ชาวไทลื้อดำรงความเป็นชนชาติมานานกว่า 2,000 ปี แต่อาณาจักรใหญ่ของพวกเขาสถาปนาขึ้นช่วงก่อนหน้าอาณาจักรสุโขทัยเมื่อประมาณ 800 ปี พงศาวดารกล่าวว่า "ขุนเจือง" หรือพญาเจื่อง คือพระเจ้าแผ่นดินของไทลื้อพระองค์แรก เถลิงพระนามเป็นสมเด็จพระเจ้าหอคำรุ่งเรืองที่ 1 ทรงรวบรวมไทลื้อกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยให้เป็นปึกแผ่น มีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง มีขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา ศิลปวัฒนธรรมของตัวเอง ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อจีน

แต่ด้วยความที่ เป็นแคว้นเล็ก อาณาจักรเชียงรุ่งจึงมักถูกรุกรานและยึดครองจากอาณาจักรอื่นรอบด้าน ทั้งจีน พม่า และล้านนา ก่อนจะถูกผนวกเป็นของอาณาจักรจีนเมื่อพ.ศ.1835

ชื่อเรียก สิบสองปันนา หรือ สิบสองพันนา มีที่มาจากช่วงที่พม่าเข้ายึดครอง และแบ่งดินแดนออกเป็น 12 เมือง เพื่อสะดวกต่อการเรียกเก็บภาษีอากร 12 หัวเมืองของสิบสองปันนา ได้แก่ เมืองฮาย ม้าง หุน แจ้ ฮิง ลวง อิงู ลา พง อู่ เมืองอ่อง และเชียงรุ่ง แต่ละเมืองครอบครอง 1 พันนา (หรือที่นา 1 พันผืน) จึงเรียกขานว่าเมืองสิบสองปันนาตั้งแต่นั้น

รูปภาพ
1.เจดีย์เก้ายอด
2.พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่วัดหลวงเมืองลื้อ
3.ประติมากรรมในวัดมหาราชฐาน
4.ภาพวาดสวยงามที่วัดมหาราชฐาน
5.ชาวไทลื้อทอผ้าพื้นเมือง
6.ซุ้มประตูในเมืองเชียงรุ่ง
7.บ้านของชาวไทลื้อ
7.พระอุโบสถวัดหลวงเมืองลื้อ
8.ตัวเมืองเชียงรุ่ง
9.รูปปั้นนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหล
10.ฝูงนกยูงที่สวนป่า
11.สะพานแขวนไปหมู่บ้านอีก้อ

ด้วยความเป็นถิ่นฐานแห่งชาวไทลื้อ ที่มีความเชื่อมโยงทางชาติพันธุ์กับผู้คนในแผ่นดินสยาม "อาศรมสยาม-จีนวิทยา" ซึ่งสนับสนุนโดย บมจ.ซีพีออลล์ ผู้บริหารแฟรนไชส์เซเว่นอีเลฟเว่น จึงจัดทริปการเดินทาง "เยือนเชียงรุ่ง มุ่งสิบสองปันนา เสาะหาคนไทยในอดีต" ขึ้น นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปสัมผัส ศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวไทลื้อที่เมืองเชียงรุ่ง เมืองเอกแห่งสิบสองปันนา

คำว่าเชียงรุ่ง แปลความหมายได้ว่าเมืองแห่งรุ่งอรุณ มาจากเรื่องราวในพุทธตำนานของชาวไทลื้อ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดสัตว์ยังดินแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงของชาวไท ลื้อ เป็นเวลารุ่งเช้าพอดี ชาวไทลื้อจึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า "เชียงรุ่ง" หรือตามสำเนียงไทลื้อว่า "เจียงฮุ่ง"

จุดแรกที่ไปชมคือสวนป่าดงดิบ ชานเมืองเชียงรุ่ง ซึ่งเป็นสวนสร้างใหม่โดยอิงกับป่าธรรมชาติ ด้านหน้าเป็นส่วนโชว์การแสดงของสัตว์ต่างๆ เช่น เสือ สิงโต จากนั้นนั่งรถรางไฟฟ้าขึ้นเขาสูงขึ้นไป เดินข้ามสะพานแขวน เยี่ยมชมหมู่บ้านอีก้อ ซึ่งมีการจัดแสดงทางวัฒนธรรมที่สวยงาม รวมทั้งการแสดงการแต่งงานของชาวเผ่าอีก้อ ที่ผู้ชมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยได้

ใกล้กับหมู่บ้านอีก้อ ยังมีการแสดงโชว์วัฒนธรรมชนเผ่าที่น่าชม ในโรงแสดงเล็กๆข้างน้ำตก ซึ่งมีรูปปั้นพญาเจือง วีรบุรุษในตำนานของเชียงรุ่งกำลังต่อสู้กับมังกร ปั้นไว้อย่างสวยงาม จากนั้นย้อนกลับลงมาเชิงเขา ชมสวนนกยูง สัตว์สัญลักษณ์ของสิบสองปันนา ซึ่งมีลักษณะเป็นสวนเปิด ที่ปล่อยนกยูงไว้ในธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาอาหารจะมีเจ้าหน้าที่เป่านกหวีดเรียก สักครู่จะมีนกยูงหลายฝูงนับพันๆ ตัวออกมาจากป่าเพื่อมากินอาหาร เป็นภาพที่สวยงามหาดูที่ไหนไม่ได้

วันรุ่งขึ้นเดินทางสู่หมู่บ้าน ไทลื้อ อันเป็นเป้าหมายหลัก นั่นคือ หมู่บ้านกั๋นหลั่นป้า หรือ เมืองฮำ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเชียงรุ่ง มีหมู่บ้านอนุรักษ์วัฒนธรรมไทลื้อให้เยี่ยมชม ผู้มาเยือนได้สัมผัสวัฒนธรรม วิถีชีวิตชาวไทลื้อ เช่น การทอผ้า การตีโลหะ การจารึกพระธรรมบนใบลาน ดนตรีพื้นเมือง

การสื่อสารกับชาวไทลื้อไม่ใช่เรื่องลำบาก เพราะไทลื้อส่วนใหญ่พูดจาด้วยสำเนียงและถ้อยคำคล้ายภาคเหนือของไทย ถึงแม้จะมีบางคำแปลกออกไปบ้าง เช่นเรียกผู้ชายว่า "ผู้บ่าวตัวดี" และเรียกผู้หญิงว่า "อีนางตัวดี" ก็มีความหมายตรงตัว คือบอกว่าเป็นคนดี ไม่ใช่ความหมายแบบไทยที่ออกไปทางลบ

ส่วนบ้านของชาวไทลื้อเป็นบ้าน เรือนไม้ยกใต้ถุนสูง หลังคาสี่เหลี่ยมมียอดแหลม มีบันไดขึ้นไปยังชั้นบนของตัวบ้าน เมื่อขึ้นไปชมข้างบนเจ้าของบ้านมีชารสดีอุ่นๆ ให้ผู้มาเยือนได้ชิม พร้อมพูดคุยเล่าเรื่องราว ตอบคำถามอย่างเป็นกันเอง

สำหรับศูนย์ กลางของหมู่บ้านไทลื้อแห่งนี้ คือ วัดมหาราชฐานสุทธาวาส มีรูปทรงคล้ายวัดทางภาคเหนือของไทย ภายในวัดมีศิลปะสวยงามหลายจุด เช่น รูปปั้นต่างๆ โดยเฉพาะภาพวาดเกี่ยวกับพุทธประวัติ และเรื่องราวในชาดกต่างๆ ที่รายรอบกำแพงวัด ใช้สีสวยงามสะดุดตาน่ามอง

ออกจากหมู่บ้านไทลื้อ เส้นทางขากลับก็สร้างความประทับใจไม่น้อย เป็นเส้นทางลงเขา รถวิ่งไปตามไหล่เขาคดเคี้ยวไปมา ที่สวยงามคือเมื่อมองไปทางซ้ายมือเห็นแม่น้ำโขงไหลคดเคี้ยว ขนานกับเส้นทางเป็นระยะทางยาวหลายกิโลเมตร

นอกจากหมู่บ้านไทลื้อแล้ว อีกแห่งที่ได้ไปเยือนคือ วัดหลวงเมืองลื้อ ซึ่งเป็นวัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และสวยที่สุดในสิบสองปันนา สร้างเสร็จเมื่อปลายปี 2550 ด้วยเงินลงทุนของเอกชน บนเนื้อที่หลายพันไร่เชิงเขา โดยผสมผสานศิลปะพุทธ ทั้งนิกายเถรวาท มหายาน และทิเบต มองจากบนวัดจะเห็นทิวทัศน์ตัวเมืองเชียงรุ่งอย่างชัดเจน วัดแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งสิบสองปันนาด้วย

ปิดท้ายด้วยการเที่ยวชมสวนม่านทิง ห่างจากตัวเมืองเชียงรุ่งประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นสวนโบราณของพระราชวังกษัตริย์ในอดีต มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,300 ปี ถูกทิ้งร้างมานาน ก่อนได้รับการฟื้นฟูเมื่อปี พ.ศ.2523

เมื่อเข้ามาในสวนสิ่งแรกที่สะดุดตาคือ รูปปั้นทองสำริดเต็มตัวสูง 3.2 เมตร ของ นายโจวเอินไหล อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ในชุดพื้นเมืองชนชาติไต เพื่อเป็นที่ระลึกในการที่ท่านเข้าร่วมงานเทศกาลสงกรานต์ของชนชาติไตที่สวนสาธารณะแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.2504 นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีท่านนี้ยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท แนวชายแดนของสิบสองปันนากับรัฐฉานของประเทศพม่าด้วย

ด้านซ้ายของ รูปปั้นมีต้นไทร 2 ต้น ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงปลูกเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์อันดีของไทยและจีน ที่สวนแห่งนี้ยังมีลานแสดงช้าง นกยูง และยังมีวัดพุทธศาสนาอยู่ติดกับสวน มีกลุ่มเจดีย์ขาว 9 ยอดตามแบบฉบับสิบสองปันนาให้ชม ที่นี่ยังถือเป็นศูนย์กลางการเพาะพันธุ์นกยูงของสิบสองปันนาอีกด้วย ในสวนมีนกยูงมากกว่า 2,000 ตัว

ภารกิจเยือนเชียงรุ่งมุ่งสิบสองปันนาในครั้งนี้ แม้จะไม่ได้ลงลึกในเชิงประวัติศาสตร์ แต่เท่าที่ได้ฟังด้วยหู ดูด้วยตา สัมผัสด้วยความรู้สึก เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าทั้งผู้มาเยือนและผู้เหย้าที่หมู่บ้านไทลื้อ เราทั้งผองพี่น้องกัน

ที่มา: เรื่องโดย วีรชาติ ชุ่มสนิท วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7004 ข่าวสดรายวัน
Sam
Site Admin
 
โพสต์: 1775
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ มี.ค. 11, 2007 9:03 pm
ที่อยู่: เชียงราย


ย้อนกลับไปยัง Tourism Articles: เชียงราย สิบสองปันนา เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


185/8 หมู่ 4 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย 57100
โทร. 081-8854644 (หนุ่ย) E-mail: booking@ichiangrai.com Website: www.ichiangrai.co.th | www.ichiangrai.com