
ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์กำลังหอบลูกจูงหลานหนีภัยความตายหลังจากถูกทหารพม่าเผาบ้าน
นับ ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารพม่า กับกองกำลังกู้ชาติในพื้นที่รัฐฉาน ภาคกลางและภาคใต้หลายระลอก ทหารพม่าหลายกองพันภายใต้ บก.ควบคุมยุทธการที่ 2 ประจำเมืองหนอง ประกอบด้วย กองพันทหารราบที่ 9, 12, 64 และกองพันทหารราบเบาที่ 513, 514, 515 และ 248 ได้ปฏิบัติการเผาทำลายหมู่บ้านหลายแห่งในหลายตำบล ทางตอนเหนือของอำเภอลายค่า ของรัฐฉานภาคกลาง ส่งผลให้มีบ้านเรือนถูกเผากว่า 500 หลังคาเรือน มีหมู่บ้านเล็ก หมู่บ้านใหญ่ถูกบังคับโยกย้ายอีกกว่า 40 หมู่บ้าน และมีชาวบ้านกว่าราวหมื่นคน ไร้ที่อยู่อาศัย นอกจากนั้น ทหารพม่าได้จับกุมชาวบ้านทั้งชายและหญิงกว่าร้อยคน ไปทำการทารุณ
พ.อ.เจ้า ยอดศึก ผู้นำกองกำลังรัฐฉาน (S.S.A) กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ออกแถลงการณ์และได้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้ประชาชนลำบากมาก การที่พม่าปล้นฆ่าเผาบ้านในรัฐฉานอย่างหนักนั้น มีสาเหตุเริ่มต้นจากการปะทะกัน และทหารพม่าสูญเสียไปมาก จนทหารไทยใหญ่สามารถยึดฐานปางหลวงไว้ได้ ในที่สุดทหารพม่าจึงไปทำกับประชาชนที่ไม่มีทางสู้ หลายสิบปีมานี้ รัฐบาลทหารพม่าเป็นรัฐบาลก่อการร้ายในประเทศตัวเอง เพราะทำร้ายประชาชนตัวเอง จนประชาชนต้องอยู่อย่างลำบากและยากจนอย่างที่สุด
"ตอนนี้คนที่ถูกเผาบ้าน ต้องใช้เวลาเดินเท้าเป็นเดือนจึงจะมาถึงเมืองไทย พวกเขานั่งรถก็ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีค่ารถ แม้ตอนนี้ยังมาไม่ถึงชายแดนไทยก็จริง แต่ชาวบ้านเหล่านี้ไม่มีที่ไป เพราะไปจีนก็ไม่ได้ เนื่องจากไกลเกินไป อีกไม่นานก็จะทะลักมาถึงไทย เพราะมีญาติพี่น้องอยู่ทางเมืองไทยมาก ที่จริงทหารพม่าอยากรบกับ S.S.A. อยากให้ทหารไทใหญ่วางอาวุธ แต่ S.S.A.ต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ยอมวางอาวุธ พม่าเลยฆ่าประชาชน" ผู้นำ S.S.A อธิบายรายละเอียด ก่อนย้ำว่า
"ถ้าเราวางอาวุธให้พม่า ยิ่งไม่มีอะไรป้องกันคนไทใหญ่ไว้ได้ ไม่มีอะไรป้องกันเราด้วย วางหรือไม่วางอาวุธ พม่าก็ตั้งใจฆ่าคนไทใหญ่ ตั้งใจฆ่าชนกลุ่มน้อยอยู่ดี ทหาร S.S.A. ต้องป้องกันประชาชน ขณะที่พม่าอยากตอบโต้ S.S.A. แต่ทำไม่ได้ ปะทะทีไรเขาสูญเสียหนักๆ ทุกที เขาทำเราไม่ได้ เขาจึงไปลงกับประชาชนที่ไม่มีความผิด ไม่มีทางสู้ ทั้งๆ ที่ทหารพม่าเป็นฝ่ายรัฐบาล เขาต้องปกป้องประชาชน แต่มันกลายเป็นว่า S.S.A. ซึ่งต่อสู้กับรัฐบาลอยู่ ต้องมาเป็นฝ่ายปกป้องประชาชนทุกหนทาง"
ขณะที่ยอดเมือง ผู้ประสานงานด้านการต่างประเทศของรัฐฉานตอกย้ำให้เห็นถึงสถานการณ์อันเลว ร้ายว่า ทหารพม่าได้ทารุณสังหารและมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนกลุ่มชาติพันธุ์ใน รัฐฉาน มีการละเมิดทางเพศด้วย มีผู้หญิงอีกหลายคนถูกทหารพม่าจับกุมจากการสงสัยเป็นภรรยาของทหารกลุ่มต่อ ต้าน จากนั้นได้ใช้มีดเฉือนคอและโยนศพลงแม่น้ำ ส่วนชาวบ้านที่ถูกเผาบ้าน ยังคงพากันหลบซ่อนอยู่ในป่าโดยทำเพิงพักชั่วคราวมุงด้วยใบตอง อยู่กันท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายครอบครัวรวมถึงเด็กๆ เริ่มมีอาการป่วยอันเนื่องมาจากต้องตากฝนและขาดอาหาร ขณะที่ชาวบ้านหลายครอบครัวเตรียมที่จะอพยพลงมายังชายแดนไทย เพราะหมู่บ้านถูกเผาทำลาย ไม่ว่าจะเป็นยุ้งฉาง พืชพันธุ์ธัญญาหาร สัตว์เลี้ยง วัวควายถูกยึดครองทำลายไปหมดสิ้น ชาวบ้านสิ้นเนื้อประดาตัวจำนวนนับหมื่นคนกำลังหลบหนีทหารพม่าอยู่ในเขตป่า เขา คาดว่าจะอพยพมายังประเทศไทยด้านชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ ในเร็วๆ นี้
พายุฝนพัดกระหน่ำท่ามกลางไฟสงครามบนแผ่นดินรัฐฉาน จนโลกของพวกเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวของเมฆและฝน อยู่ตลอดทั้งเทือกเขาฝั่งตะวันตกของประเทศไทย
"ผมเรียกร้องให้ กลุ่มประเทศอาเซียนและสหประชาชาติเข้ามาช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อน และแก้ไขปัญหาในพม่า เพราะอาเซียนมีหลักการที่จะทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ไม่ใช่หรือ อาเซียนพูดว่าทำเพื่อประชาชน เพื่อให้คนในอาเซียน อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ตอนนี้คนในบ้านอาเซียน ประชาชนไทใหญ่เดือดร้อนอยู่ คนเป็นพันๆ คนกำลังลำบาก ที่ผู้นำอาเซียนบอกว่า ทำเพื่อประชาชนนั้น คนไทใหญ่มองไม่เห็นเลย อยากให้มีการตรวจสอบประเทศพม่าบ้าง ว่ารัฐบาลพม่าทำอะไรกับประชาชนอยู่" พ.อ.เจ้ายอดศึกตั้งคำถามอันท้ายทายไปถึงอาเซียน
"ผมอยากให้ประชาคม โลกรู้ว่า วันนี้ฝ่ายพม่าได้ประกาศศึกกับกลุ่มหยุดยิงทุกกลุ่มแล้ว มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน อยากให้กลุ่มหยุดยิงทุกกลุ่มพร้อมใจกันต่อต้านพม่า ถ้าปล่อยให้พม่าจัดการไปทีละกลุ่ม มันจะเสียทั้งหมด แล้วที่จับปืนต่อสู้มา 50 กว่าปี มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่เหลืออะไรเลย สูญเปล่าไปหมดสิ้น การที่ทหารรัฐบาลพม่าบีบคั้นชนกลุ่มน้อยต่อเนื่องมา และเข้าปราบปรามกองกำลังโกก้าง (MNDAA) อย่างรุนแรงในขณะนี้ ผมคาดว่าพม่ามีแผนจะจัดระเบียบกลุ่มหยุดยิงทุกกลุ่ม ให้เป็นกองกำลังเฝ้าชายแดน แต่เมื่อจัดระเบียบแล้วทหารพม่า 30 กว่าคน ต้องมาเป็นผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานต่างๆ ทหารจากกลุ่มหยุดยิงต้องขึ้นตรงกับกองทัพพม่า อันนี้ทำให้กลุ่มหยุดยิงทุกกลุ่มยอมรับไม่ได้"
จากนี้ไปจนถึงวัน เลือกตั้งในปี 2553 สถานการณ์ในพม่าจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีการเปลี่ยนแปลงในทุกสนามรบ เพราะรัฐบาลพม่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขจัดอุปสรรคทุกด้าน เพื่อปูทางไปสู่กระบวนการแอบอ้างความชอบธรรม
การเลือกตั้งไม่ใช่คำ ตอบทุกเรื่อง โดยเฉพาะการใช้สิทธิท่ามกลางกติกาที่ไม่เป็นธรรมซึ่งการเลือกตั้งของพม่าใน ครั้งที่จะถึงนี้ย่อมไม่มีออง ซาน ซูจี อยู่ด้วย ย่อมไม่มีขุนทุนอู ผู้นำพรรค SNLD ของไทใหญ่อยู่ด้วย
ที่สำคัญคือ ย่อมไม่มีตัวแทนประชาชนที่แท้จริงอยู่ด้วย ดังนั้น จึงไม่มีความหมายใดๆ ว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาทางออกใดๆ ให้ได้เลย
หน้า 9 http://www.matichon.co.th/matichon/view ... 2009-09-27" onclick="window.open(this.href);return false;