ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ แผนจากการประชุมหอการค้า

ข่าวกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย สิบสองปันนา เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง
Post Reply
Sam
Site Admin
Posts: 1786
Joined: Sun Mar 11, 2007 9:03 pm
Location: เชียงราย
Contact:

ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ แผนจากการประชุมหอการค้า

Post by Sam »

หอการค้าคลอดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เตรียมยื่น"มาร์ค"รับลูกเอกชน-ชูเข็มทิศฝ่ามรสุม

Image
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวภายหลังการประชุมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ที่โรงแรมเลอ เมอ ริเดียน จ.เชียงใหม่ว่า จากการหารือของหอการค้าทั้ง 76 จังหวัด ได้ข้อสรุปเพื่อทำเป็นบลูพรินทร์ หรือร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนักธุรกิจ ซึ่งจะเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้าเพื่อให้รัฐบาลนำไปประกอบการพิจารณากำหนดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหรือแผนพัฒนาเศรษฐ กิจและสังคมแห่งชาติของประเทศต่อไป ซึ่งเชื่อว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับนักธุรกิจนี้จะเป็นแผนงานที่เหมาะสมและปฏิบัติได้จริง จะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวออกจากการพัฒนาที่ไร้ทิศทาง และพร้อมรับการแข่งขันได้ในอนาคต

"เหตุสำคัญที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจของไทยไม่พัฒนามาจากผู้กำหนดแผน กับผู้นำแผนไปปฏิบัติไม่ใช่ชุดเดียวกัน ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติ รวมถึงรัฐบาลใหม่ก็จะเขียนแผนขึ้นมารองรับนโยบายของตน สิ่งนี้ทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับการพัฒนาที่ถูกต้องอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่กลับเดินวนอย่างไร้ทิศทาง จนกลายเป็นย่ำอยู่กับที่เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน แถมยังเผชิญมรสุมจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงยากลำบากมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน" นายดุสิตกล่าว

นายดุสิต กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้ภาคเอกชน ต้องหันมาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศฉบับ นักธุรกิจเองเพื่อเป็นเข็มทิศและแนวทางให้เอกชนพัฒนาธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า รวมทั้งรองรับการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปี "58 และเพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ในเวทีโลก สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับภาคเอกชนจะประกอบด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนา 7 กลุ่มธุรกิจ ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง และความต้องการของแต่ละกลุ่มจังหวัด ประกอบด้วย 1.ธุรกิจเกษตร ประมง และอาหาร 2.ธุรกิจบริการสุขภาพ 3.ธุรกิจการค้าชายแดน 4.ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ 5.ธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 6.ธุรกิจ ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และ 7.ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ

นอกจากนี้ หอการค้าไทยยังตั้งเป้าหมายที่จะเร่งลดต้นทุนด้านการขนส่ง การจัดการสินค้าคงคลัง และการกระจายสินค้า เปลี่ยนการขนส่งทางถนนไปสู่ทางราง และทางน้ำมากขึ้น เพื่อปรับระบบขนส่งทางบกสู่ระบบสากล ผลักดันการจัดตั้งศูนย์เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์ และรองรับการเชื่อมโยงในภูมิภาค รองรับการเปิดเสรีอย่างเต็มที่ของอาเซียน โดยมีจุดมุ่งหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์จาก 19% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ให้เหลือ 15% ภายในปี"55 โดยจะต้องลดต้นทุนด้านขนส่งสินค้าให้เหลือ 6.7% ลดต้นทุนด้านการเก็บรักษาให้เหลือ 6.6% ส่วนที่เหลือเป็นต้นทุนด้านบริหารจัดการ

แหล่งข่าว: หน้า 8 วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6940 ข่าวสดรายวัน http://www.khaosod.co.th/view_news.php? ... B5T1E9PQ==" onclick="window.open(this.href);return false;
ภาพประกอบข่าว: http://www.bloggang.com/data/m/moonflee ... 221216.jpg" onclick="window.open(this.href);return false;
Sam
Site Admin
Posts: 1786
Joined: Sun Mar 11, 2007 9:03 pm
Location: เชียงราย
Contact:

สภาฯท่องเที่ยวจัดทัพธุรกิจSMEs ผุดแผนยุทธศาสตร์เอกชนรายภาค

Post by Sam »

สภาฯท่องเที่ยวจัดทัพธุรกิจSMEs ผุดแผนยุทธศาสตร์เอกชนรายภาค-ชูลงทุนยั่งยืน

สภาฯ ท่องเที่ยวนำร่องแผน "ยุทธศาสตร์ธุรกิจ SMEs ท่องเที่ยวรายภาค" ลั่นรุกพัฒนาแนวใหม่ "จังหวัดท่องเที่ยวอันดับรอง" แจ้งเกิดในตลาดนานาชาติ ปกป้องทุนชุมชน กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สร้างงานสู่ชนบท ภาคเหนือชิมลางพื้นที่แรก ขณะที่ "กงกฤช หิรัญกิจ" สวมบทบอร์ดตรวจสอบงบฯ ททท.เข้ม ขอเพิ่มเกณฑ์แผนปฏิบัติการใช้เงินปี"53 กว่า 4,500 ล้านบาท ต้องขานรับยุทธศาสตร์ชาติและแผนตลาด

นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มแผนโครงการยกระดับผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคเอกชนกลุ่มธุรกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ทั่วประเทศซึ่งมีกว่า 80% ของทั้งหมด ปี 2553 จะริเริ่มให้กลุ่มเอสเอ็มอีจัดทำยุทธศาสตร์ธุรกิจรายภาค เหนือ กลาง ใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่กลุ่มจังหวัดตะวันตก ชายฝั่งตะวันออก พร้อมทั้งจุดประกายการสร้างจุดขายจังหวัดท่องเที่ยวอันดับรอง ขยายช่องทางการตลาดขยับเข้าสู่ความนิยมในเวทีการค้านานาชาติเพิ่มขึ้น เพราะตลอด 50 ปีการท่องเที่ยวจะกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดหลัก โดยอาศัยการทำแผนงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) สร้างความเป็นปึกแผ่นด้วยการสื่อสารแลกเปลี่ยนกันสองทาง เพื่อพัฒนามาตรฐานธุรกิจรายย่อยซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนไทยแท้ในท้องถิ่นเติบ โตอย่างยั่งยืน ครอบคลุม 3 เรื่อง การกระจายโอกาสแก่ธุรกิจท้องถิ่น การพัฒนารายได้อย่างมีทิศทาง และการสร้างอาชีพสู่ชนบท

จะริเริ่ม ดำเนินการไปพร้อมกัน 3 โครงการใหญ่ ได้แก่ แผนยุทธศาสตร์ธุรกิจเอกชนรายภาค การจัดทำฐานข้อมูล ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศอย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์ และการสร้างแบบจำลองเศรษฐมิติเพื่อพยากรณ์การท่องเที่ยวภาคเอกชนได้ทันทุก สถานการณ์ โครงการนี้สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทำร่วมกับการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะสามารถนำมาใช้อย่างเป็นทางการได้ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป

"ผม กับกรรมการสภาฯท่องเที่ยว กรอ.และธุรกิจเอสเอ็มอีท่องเที่ยว ลงพื้นที่นำร่องแล้วในภาคเหนือเมื่อสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤศจิกายน ได้รับความสนใจตอบรับแผนงานเป็นอย่างดี นักธุรกิจ เอสเอ็มอีที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นได้สะท้อนแนวคิดชัดเจนว่า จังหวัดท่องเที่ยวหลักภาคเหนือสามารถชูจุดขายได้ชัดเจนด้วยธีมวัฒนธรรม ล้านนาและธรรมชาติวิถีชีวิต แต่จังหวัดท่องเที่ยวรองอย่างตาก ลำปาง อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน กลับไม่ได้ประโยชน์ร่วมจากจุดขายดังกล่าว เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพต่างกัน ซึ่งควรจะสร้างจุดขายที่โดดเด่น ทำเป็นยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว East-West Corridor ปั่นจักรยานท่องเที่ยว 3 แผ่นดิน เชื่อมโยง สปป.ลาว และพม่าเข้ามาด้วย"

นายกงกฤชกล่าวว่า นอกจากภารกิจการดูแลสมาชิกสภาฯท่องเที่ยวแล้ว ยังต้องทำหน้าที่คณะกรรมการ (บอร์ด) ททท. ล่าสุดเพิ่งจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจสอบงบประมาณ วิธีเดิมจะเน้นการตรวจเฉพาะความถูกต้อง แต่จากนี้ไปเตรียมเพิ่มความเข้มข้นเน้นอีก 2 เรื่อง คือ เรื่องแรก ดูแลการใช้งบฯของ ททท.ต้องทำให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติกับนโยบายภาครัฐ เรื่องสอง สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการ พ.ศ. 2553 เพราะที่ประชุมบอร์ด ททท.เพิ่งจะอนุมัติดำเนินการตามกรอบวงเงิน 4,549 ล้านบาท

ทั้งนี้มี รายงานว่า บอร์ด ททท.ได้เห็นชอบอนุมัติแผนปฏิบัติการ ททท.ประจำปีงบประมาณ 2552 เมื่อ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในการใช้เงิน 4,549.792 ล้านบาท สร้าง 3 ผลผลิต ได้แก่ การส่งเสริมตลาดต่างประเทศ การส่งเสริมตลาดในประเทศ การสนับสนุนการดำเนินงานการตลาด

ผลผลิตที่ 1 การส่งเสริมตลาดต่างประเทศได้เงินมากที่สุด 2,489.73 ล้านบาท คิดเป็น 54.72% เพื่อไปจัดทำ4 กลยุทธ์ คือ ปกป้องฐานตลาดนักท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนทั่วไป 445 ล้านบาท สร้างความเข้มแข็งแบรนด์ประเทศไทย 442 ล้านบาท ขยายตลาดคุณภาพ 287 ล้านบาท เสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน 398 ล้านบาท

ผลผลิตที่ 2 การส่งเสริมตลาดในประเทศ 1,327.91 ล้านบาท คิดเป็น 29.19% เพื่อไปจัดทำ 5 กลยุทธ์ คือ สร้างกระแสการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต 265.59 ล้านบาท ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 216.94 ล้านบาท สร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ 204.71 ล้านบาท รณรงค์ให้เกิดการท่องเที่ยวรู้คุณค่า รักษาแหล่งท่องเที่ยว 61.59 ล้านบาท และส่งเสริมการท่องเที่ยวในมิติการเรียนรู้ 15.91 ล้านบาท

ผลผลิตที่ 3 การสนับสนุนการดำเนินการตลาด 732.14 ล้านบาท คิดเป็น 16.09% เพื่อนำไปจัดทำ 4 กลยุทธ์ คือส่งเสริมสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่สนับสนุนแบรนด์ประเทศไทย 80 ล้านบาท ส่งเสริมและสร้างสรรค์กิจกรรมการท่องเที่ยว 303 ล้านบาท พัฒนาฐานข้อมูล 38 ล้านบาท เพิ่มศักยภาพองค์กร 89.42 ล้านบาท

วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4162 ประชาชาติธุรกิจ หน้า 26 http://www.prachachat.net/view_news.php ... 2009-11-30" onclick="window.open(this.href);return false;
Post Reply