ผลักดันเชียงรายเป็นเมืองแห่งชา (tea city) ของประเทศ

ข่าวกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย สิบสองปันนา เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง
Post Reply
Sam
Site Admin
Posts: 1786
Joined: Sun Mar 11, 2007 9:03 pm
Location: เชียงราย
Contact:

ผลักดันเชียงรายเป็นเมืองแห่งชา (tea city) ของประเทศ

Post by Sam »

จังหวัดเชียงรายเดินหน้าชู ชาจาเย่ สร้างเอกลักษณ์เมืองแห่งชา

Image
จังหวัดเชียงรายมอบให้สำนักงานอุตสากรรม จัดทำโครงการเชียงรายเมืองแห่งชา เพื่อเป็นโครงการเริ่มต้นในการผลักดันให้จังหวัดเชียงรายเป็นเมืองแห่งชา Tea City ของประเทศไทยโดยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินงาน

ดร.พนม วิญญายอง หัวหน้าโครงการจัดตั้งสถาบันชา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย กล่าวกับประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย ว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้จัดตั้งสถาบันชา เพื่อการศึกษาค้นคว้า คุณสมบัติชาและใช้ประโยชน์จากใบชาซึ่งจังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกชาใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่สรวยและอำเภอเวียงป่าเป้า โดยทำการศึกษาชาเขียว ชาอูหลง และชาตัวใหม่ที่มีชื่อว่า “ชาจาเย่ “ ซึ่งเป็นผลผลิตจากกระบวนการพิเศษที่ได้ผ่านการศึกษา ค้นคว้า และได้จดสิทธิบัติถูกต้อง โดยกรรมวิธีหมักหรือบ่มใบชา ในสภาวะที่มีแก๊สไนโตรเจนจนเกิดกรดอมิโน ชื่อ GABA ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษแก้โรคอัลไซเมอร์ให้กับมนุษย์ ผู้ที่สนใจสมารถสืบค้นรายละเอียดได้ที่ เวปไซต์ http://www.chiangraiteacity.com" onclick="window.open(this.href);return false;

ดร.พนม วิญญายอง หัวหน้าโครงการจัดตั้งสถาบันชา มหาวิทยาลัยมาฟ้าหลวงกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการวิจัยพบว่าชามีคุณสมบัติที่ดีต่อสุขภาพของผู้ที่ได้ดื่มน้ำชาเป็น ประจำ กรณีหน่วยงานราชการใดหรือภาคเอกชนประสงค์จะจัดหาใบชาดังกล่าว สามารถติดต่อได้ที่ สถาบันชา หมาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย หมายเลขโทรศัพท์ 053-916253 ทุกวัน

ข่าวโดย : วรฉัฏฐ์ กองแก้ว สื่อ - ข่าว หน่วยงาน : ส.ปชส.เชียงราย http://www.chiangrai.prdnorth.in.th/ct/ ... 0113145507" onclick="window.open(this.href);return false;
Sam
Site Admin
Posts: 1786
Joined: Sun Mar 11, 2007 9:03 pm
Location: เชียงราย
Contact:

อู่หลงก้านอ่อน ชาดีคุณภาพจากดอยวาวี แม่สรวย เชียงราย

Post by Sam »

Image
ใบชาดีมีคุณภาพนั้นต้องมาจากจีน หรือไต้หวัน ส่วนในบ้านเราก็มีการเพาะปลูกพืชชนิดนี้อยู่ด้วยเช่นกัน แถบจังหวัดน่าน เชียงใหม่ และเชียงราย ซึ่งหลังจากมีงานวิจัยระบุออกมาว่า "การดื่มชา" นอกจากจะ ช่วยป้องกันโรคภัยต่างๆ ยังทำให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืน ลดคอเลสเทอรอลป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด

จากรายงานดังกล่าวส่งผล ให้คาบเวลานี้ผู้คนทั่วโลกต่างหันมานิยมดื่มกันมากขึ้น ไม่ว่าจะรูปแบบชงร้อน หรือแช่เย็น ส่งผลให้หลายแห่งที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม ต่างหันมาปลูกพืชชนิดนี้กันมากขึ้น

Image
นายประเสริฐ พิทักษ์วาวี

นายประเสริฐ พิทักษ์วาวี หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกชาอู่หลงก้านอ่อน ในพื้นที่ตำบลวาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย บอกว่า เดิมแหล่งที่ปลูกชาสายพันธุ์นี้มากที่สุดคือประเทศไต้หวัน ครั้งหนึ่งบิดาเดินทางไปหาเพื่อนที่ประเทศนี้ เห็นว่าน่าสนใจจึงนำเข้ามาจำนวน 10 ต้น มาปลูกที่จังหวัดเชียงราย โดยใช้ระยะเวลาเพาะขยายกิ่งพันธุ์อยู่ประมาณ 2 ปี

...ชาสายพันธุ์ นี้ค่อนข้างมีกลิ่นหอม บางครั้งจึงมีศัตรูพืชเข้ารบกวน ทางผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไต้หวัน แนะนำให้ใช้สารเคมีป้องกัน ส่วนการบำรุงดินจากเดิมที่เคยใช้ปุ๋ย ผลผลิตจะได้มากแต่นานวันดินเริ่มแข็ง ผลผลิตที่ได้น้อยลง ใบชากลิ่นไม่หอมเหมือนช่วงแรก ประกอบกับสมาชิกในครอบครัวจะดื่มชาด้วย จึงคิดว่า การชงชาดื่มต้องใช้น้ำร้อน หากสารเคมีตกค้างก็จะเป็นอันตราย อีกทั้งในอนาคตการส่งออกผลผลิตที่ส่วนใหญ่มุ่งไปยังประเทศ จีน และ ไต้หวัน อาจเกิดปัญหา

ดังนั้น...จึงปรับเปลี่ยนมา ใช้ สารชีวภาพ ปุ๋ยหมัก โดย ใช้มูลวัว ฟางข้าว แกลบ ผสมหมักเข้าด้วยกัน และสั่งซื้อเข้ามาบ้างเป็นบางส่วน ทำให้ผลผลิตดีขึ้น ใบเขียว รสดี กลิ่นหอม ซึ่งภายในระยะเวลา 45 วัน สามารถเก็บเป็นใบชาสดได้เฉลี่ยอยู่ที่ 150-200 กก./ไร่ หลังนำไปผลิตเป็นชาแห้งสำเร็จรูปจะเหลือ 10-20 กก.

Image
ชาวเขาซึ่งมีรายได้เสริมจากการเก็บยอดชา

ส่วนการบำรุงรักษาต้น นายประเสริฐแนะนำว่า หลังเก็บผลผลิตแล้วหลักสำคัญที่จะทำให้ชาออกใบอ่อนภายในระยะเวลานั้น ควรแต่งกิ่ง ปล่อยน้ำเลี้ยงให้ตลอด ชาจึงแตกยอด หากเป็นช่วงฤดูแล้ง ควรปล่อยน้ำทุกวันจุดละ 2 ชั่วโมง ประมาณ 30 วัน ชาจะเริ่มแตกใบอ่อน ช่วงนี้นับว่าสำคัญมากเพราะแมลงศัตรูพืชมักเข้ามารบกวน

ทางสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่เข้ามาทำโครงการสร้างชุมชนต้นแบบในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมฐานความรู้ไปสู่ สังคมอุดมปัญญาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมให้ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ พร้อมทั้ง นำตัวห้ำตัวเบียนมาปล่อย ซึ่งผลจากการปรับเปลี่ยนนี้เอง ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ปลูกแห่งนี้เป็นไร่ชาที่ปลอดภัย ประเทศคู่ค้าให้การยอมรับในคุณภาพ แต่ละปีจะมียอดสั่งนำเข้า 4-5 ตัน แต่มีผลผลิตส่งออกเพียง 1.5 ตันเท่านั้น

Image
ไร่ชาบนยอดดอยวาวี

"...แม้ เราสามารถขยายพื้นที่ เพื่อให้มีผลผลิตส่งออกได้อย่างเพียงพอ แต่ที่ไม่ทำเช่นนั้นก็เพราะว่า หากปลูกมากแต่ดูแลไม่ทั่วถึง ชาที่ได้ก็ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น จึงมุ่งส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงหันมาปลูกชาสายพันธุ์นี้เพิ่ม มากขึ้น ซึ่งมีราคารับซื้ออยู่ที่ 1,000-1,500 บาท/กก."

ประเสริฐบอกว่า นอกจากจะมีผลผลิตที่ปลอดสารตอบสนองความต้องการกลุ่มผู้บริโภคแล้ว ยังช่วยให้ชาวเขามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย.

ข่าวโดย: เพ็ญพิชญา เตียว ไทยรัฐออนไลน์ 10 กุมภาพันธ์ 2553
Post Reply