แบงก์ชาติเตือนเศรษฐกิจฟื้นแต่ภาคเหนือยังไม่ได้รับอานิสงส์เพราะสัดส่วน ส่งออกต่ำ เน้นพัฒนาให้ยั่งยืนโดยยึดจุดแข็ง รวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ปรับปรุงสินค้าการท่องเที่ยว การเกษตรให้มีมาตรฐานโลก เน้นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ระบุปีที่ผ่านมายึดการใช้จ่ายภาครัฐเป็นหลัก ปีนี้หวัง การใช้จ่ายภาคเอกชน นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ กล่าวถึงเศรษฐกิจภาคเหนือว่า แม้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนนับแต่ครึ่งหลังของปี 2552 เป็นต้นมามีปัจจัยที่เอื้อต่อการฟื้นตัวต่อไปคือ ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกมีแนวโน้มดี และการฟื้นตัวของประเทศคู่ค้า แต่ยังคงมีปัจจัยท้าทาย คือสัดส่วนการส่งออกในภาคเหนือไม่ได้สูงเท่าของประเทศ มีสัดส่วนเพียง 10.7% ของผลผลิตมวลรวมของภาค ขณะที่ผลผลิตมวลรวมของประเทศมีสัดส่วนการส่งออกกว่า 64% ดังนั้นในช่วงที่การค้าโลกฟื้นตัว โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าที่สำคัญคือกลุ่มอาเซียนที่เป็นสัดส่วน 20% ของการส่งออก หรือตลาดสำคัญอย่างจีนและแอฟริกาที่ขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลัก แต่ภาคเหนืออาจไม่ได้รับอานิสงส์เท่าที่ควร แต่จะได้รับประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยว ขณะที่การค้าถือเป็นหลักของภาคเหนือ คือ การค้าชายแดน มีอัตราเติบโตต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจซบเซาหนัก โดยการค้าชายแดนของภาคเหนือมีมูลค่าเฉลี่ย 3 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็น 1 ใน 3 ของการค้าต่างประเทศของภาคเหนือ ซึ่งอุปสงค์ภายในประเทศ การบริโภคและการลงทุนจะเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเหนือ รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ทั้งนี้ภาคเหนือได้รับอนุมัติวงเงินผ่านโครงการไทยเข้มแข็งในปี 2552 จำนวน 3.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสาขาทรัพยากรน้ำและการเกษตรสูงสุดคือ 1.3 หมื่นล้านบาท สาขาขนส่ง 8.3 พันล้านบาท สาขา โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว 401 ล้านบาท สาขาการศึกษา 6.6 พันล้านบาท สาขาสวัสดิภาพประชาชน 1.86 พันล้านบาท สาขาพัฒนาด้านสาธารณสุขและ โครงสร้างพื้นฐาน 2.98 พันล้านบาท สาขาพัฒนาด้านสาธารณสุขและบุคลากร 222 ล้านบาท สาขาพัฒนาการท่องเที่ยว 60 ล้านบาท โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้รับอนุมัติงบประมาณผ่านโครงการนี้ 4 พันล้านบาท เป็นงบประมาณในสาขาทรัพยากรน้ำและการเกษตรสูงสุดคือ 1.6 พันล้านบาท สาขาขนส่ง 655 ล้านบาท สาขาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว 192 ล้านบาท สาขาการศึกษา 756 ล้านบาท สาขาสวัสดิภาพของประชาชน 194 ล้านบาท สาขาพัฒนาด้านสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐาน 351 ล้านบาท สาขาพัฒนาด้านสาธารณสุขและบุคลากร 208 ล้านบาท
นางจันทวรรณกล่าวว่า เพื่อให้เศรษฐกิจภาคเหนือรักษาแรงส่งของการฟื้นตัวและเติบโตได้ทัดเทียมกับ ประเทศ รวมทั้งปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อโอกาส การพัฒนาของภาค จะต้องพัฒนาโดยดึงจุดแข็งของภาคมาใช้คือ การร่วมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น กลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง กลุ่ม BIMSTEC เชื่อมโยงกับประเทศในอนุภูมิภาคนี้ เช่น จีน อินเดีย และประเทศกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง โดยใช้เชียงใหม่เป็นฐานธุรกิจการบริการและเป็นศูนย์กลางการบิน ส่วนเชียงรายและตากเป็นประตูการค้าระหว่างประเทศทางบก นอกจากนั้นควรพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ลดการพึ่งพาปัจจัยฤดูกาล เช่น พัฒนาการท่องเที่ยวให้มีกิจกรรมตลอดปี สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าหลักของภาคคือ พืชผล ไม้ผล และอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร โดยยกระดับมาตรฐานการผลิตขึ้นสู่มาตรฐานโลก และต้องเตรียมพร้อมเพื่อพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับที่ 11 ที่เน้นให้มีการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัว มีการออกแบบ และใช้นวัตกรรมสมัยใหม่ที่คิดค้นขึ้นเอง เตรียมพร้อมกับการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ทั้งนี้ตลอดปี 2552 การใช้จ่ายภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจภาค โดยตลอดทั้งปีมีเงินใช้จ่ายจากภาครัฐในภาคเหนือ 1.77 แสนล้านบาท เป็นงบฯใช้จ่ายทั่วไป 1.15 แสนล้านบาท งบฯลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน 6.1 หมื่นล้านบาท มีผลการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างที่ขยายตัวใน ครึ่งหลังของปี อย่างไรก็ตามภาพรวมทั้งปียังคงติดลบ 0.4% ส่วนสินค้าเกษตรส่งออกฟื้นตัวกลับไปในระดับก่อนวิกฤติ ขณะที่สินค้าอุตสาห กรรมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งให้ภาคการผลิตเริ่มกลับมาขยายตัว โดยเฉพาะการผลิตส่งออก ในอุตสาหกรรมสินค้าเทคโนโลยี และเกษตรแปรรูป โดยเริ่มขยายตัวในครึ่งหลังของปี ขณะที่ครึ่งแรกของปียังคงติดลบทุกหมวด ผู้ประกอบการมีความต้องการแรงงงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของภาวะ เศรษฐกิจ
แหล่งข่าว: chiangmainews.co.th