นายวุฒิชัย สิงหมณี อธิบดีกรมการบินพลเรือน (บพ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งให้สายการบินต้นทุนต่ำทบทวนอัตราค่าโดยสารสำหรับผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วหน้าเคาน์เตอร์ เนื่องจากพบว่ามีราคาสูง เช่น เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เที่ยวละประมาณ 6,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราค่าโดยสารที่ใกล้เคียงกับสายการบินระดับพรีเมี่ยม แต่ไม่มีบริการอื่น ๆ เหมือนระดับพรีเมี่ยม ซึ่งถือว่าเอาเปรียบประชาชน“ปกติผู้โดยสารสายการบินต้นทุนต่ำที่จองตั๋วล่วงหน้าจะได้ตั๋วราคาถูก แต่ผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วหน้าเคาน์เตอร์และเดินทางทันทีจะได้ราคาตั๋วที่สูง มาก แม้ว่าราคาที่จัดเก็บจะไม่เกินเพดานค่าโดยสารที่กรมกำหนดไว้ที่กิโลเมตรละ 13 บาท แต่ราคาตั๋วก็ไม่น่าจะแพงกว่าหรือใกล้เคียงกับราคาตั๋วของสายการบินพรีเมี่ ยม รวมทั้งจะกำหนดให้สายการบินต้นทุนต่ำจัดเก็บค่าโดยสารรวมค่าใช้จ่ายในการ บรรทุกสัมภาระใต้ท้องเครื่องบิน ไม่ใช่มาจัดเก็บเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้โดยสารทราบราคาตั๋วสุทธิทั้งหมด”
นอกจากนี้กรมยังมีแผนที่จะปรับแก้กฎกระทรวงเกี่ยวกับมาตรการการดูแลผู้โดยสารเนื่องจากเครื่องบินดีเลย์ โดยให้สายการบินต้องรับผิดชอบ จัดหาเครื่องดื่ม อาหาร และที่พักให้กับผู้โดยสารทันทีที่มีปัญหาเครื่องบินดีเลย์ จากเดิมที่ผู้โดยสารต้องเป็นฝ่ายเรียกร้องสิทธิดังกล่าวจากสายการบิน
รวมทั้งเตรียมที่จะเสนอคณะอนุกรรมการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ให้ยกเว้นมาตรการ ห้ามผู้โดยสารนำของเหลวติดตัวขึ้นห้องโดยสาร สำหรับเส้นทางในประเทศ ส่วนเส้นทางระหว่างประเทศจะยังคงมาตรการเดิม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มยกเลิกมาตรการห้ามนำของเหลวขึ้นเครื่องสำหรับ เส้นทางในประเทศแล้ว
นายวุฒิชัย กล่าวต่อว่า จะมีการหารือเกี่ยวกับการนำอุปกรณ์ตรวจวัตถุระเบิดแบบใหม่ ที่ตรวจหาวัตถุระเบิดได้ในของเหลว ราคาอยู่ที่ชุดละ 1 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาใช้ในท่าอากาศยาน 26 แห่งของกรม โดยเบื้องต้นจะใช้ในท่าอากาศยานที่มีความจำเป็นหรือมีผู้โดยสารมาก เช่น ท่าอากาศยานกระบี่ ท่าอากาศยานนราธิวาส
“คณะอนุกรรมการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ซึ่งมีผมเป็นประธาน จะประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวในเดือน มิ.ย.นี้ หากที่ประชุมเห็นชอบตามที่เสนอขอยกเว้นมาตรการห้ามนำของเหลวขึ้นห้องเครื่อง บิน กรมก็จะประกาศยกเว้นทันที”
นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไทยแอร์ เอเชีย ผู้ให้บริการสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) กล่าวว่า บริษัทต้องการให้หน่วยงานภาครัฐและผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการกับสาย การบินโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ เข้าใจถึงแผนธุรกิจของโลว์คอสต์ ที่มุ่งเน้นการนำเสนอราคาประหยัด แต่การซื้อตั๋วโดยสารหน้าเคาน์เตอร์ จะมีราคาที่สูงกว่าการวางแผนจองระยะยาว ซึ่งเหมือนกับโมเดลการทำธุรกิจโรงแรม ที่การวอล์กอินเข้าไปจะมีราคาสูงกว่าการจองล่วงหน้า
ทั้งนี้บริษัทมุ่งการนำเสนอราคาถูก ภายใต้แนวคิดใคร ๆ ก็บินได้ เพื่อต้องการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางกับสายการบิน รวมถึงสร้างกระแสให้คนไทยวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีที่ให้บริการ ลูกค้ากว่า 99% เข้าใจ ถึงธุรกิจโลว์คอสต์เป็นอย่างดี ซึ่งบริษัทอาจปรับกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับโลว์คอสต์ มากขึ้น โดยเฉพาะการจ่ายค่าสัมภาระ เพราะต้องการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า และลดภาระต่อผู้โดยสารที่ไม่ใช้บริการในส่วนดังกล่าว
“ลูกค้าส่วนน้อยที่เข้ามาร้องเรียน อาจเป็นกลุ่มที่พลาดหวังจากการจองผ่านตั๋วโปรโมชั่น คนที่จองได้ก็เห็นว่าถูกจริง ส่วนคนที่พลาดหวังอาจลังเลว่าจริงหรือไม่ จึงเป็นหน้าที่ของสายการบินที่จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับ ลูกค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมา มีลูกค้าร้องเรียนผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐไม่ถึง 200 คน เทียบกับการบริการของลูกค้ากว่า 5 ล้านคนต่อปี”
นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ กล่าวว่า กรมฯยังไม่ได้เรียกสายการบินนกแอร์ เข้าไปชี้แจงระเบียบใหม่ หากเรียกมาตนยินดีเข้าไปชี้แจง โดยการคำนวณค่าตั๋วโดยสารของสายการบินนกแอร์ในขณะนี้ จะมีช่องว่างห่างจากสายการบินไทย ซึ่งถือเป็นสายการ บินพรีเมี่ยม เฉลี่ย 20% ขึ้นไป เช่น เที่ยวบิน กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ราคาตั๋วโดยสารของนกแอร์ ราคาประมาณ 2,700 บาท ขณะที่สายการบินไทยราคา 4,500 บาท ซึ่งราคาห่างกันถึง 60% ส่วนการคำนวณค่าตั๋วโดยสารหน้าเคาน์เตอร์นั้น จะสูงกว่าการจองล่วงหน้าอยู่แล้ว เนื่องจากการคำนวณค่าตั๋วโดยสารจะสูงกว่าต้นทุนประมาณ 5-10% หากจองก่อนราคาจะต่ำกว่าต้นทุน และหากจองหลังราคาก็จะปรับขึ้นต่อเนื่อง เพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายได้
แหล่งข่าว: dailynews.co.th