การขยายตัวของอินเตอร์เชนโดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต ตอนนี้แทบจะไม่มีหาดไหนที่ไม่มีโรงแรมเชนจากต่างประเทศเข้ามาบริหาร ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลต่อธุรกิจดั้งเดิมในท้องถิ่น ที่เจ้าของยังคงบริหารโรงแรมด้วยตัวเอง ต้องปรับตัวอย่างไร มีคำตอบชัดเจนจากปากนางนันทนา แสงหลี กรรมการผู้จัดการโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ้าท์ซี เจ้าของโรงแรมเซ้าท์ ซี กะรน ภูเก็ต และโรงแรมเซ้าท์ ซี แกรนด์ พังงา ซึ่งอยู่ในธุรกิจโรงแรมมากว่า 20 ปี++ยังปักธงบริหารเอง
การทำธุรกิจโรงแรมในปัจจุบัน ถือว่ามีการแข่งขันสูงมาก ทั้งจำนวนห้องพักที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และการขยายตัวของการรับบริหารโรงแรมของเชนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลักเช่นภูเก็ตและพังงา แต่จากประสบการณ์ที่ตนเองบริหารโรงแรมมานานกว่า 20 ปี ซึ่งต้องถือว่าเซ้าท์ซีภูเก็ต เป็นผู้บุกเบิกโรงแรมในยุคแรกๆที่เกิดขึ้นบนหาดกะรนก็ว่าได้ เพราะตอนนั้นโรงแรมบนหาดกะรนมีไม่กี่แห่ง อย่าง ถาวร, อเคเดีย และเซ้าท์ซี
แม้วันนี้เมื่อสถานการณ์ในภาคธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันสูงขึ้น เชนจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น ก็เคยคิดเหมือนกันว่าจะให้เชนมาบริหารให้ดีหรือไม่ ก็ศึกษามาหมดถึงข้อดีข้อเสีย แล้วก็ถามตัวเองว่าสิ่งไหนที่เหมาะกับเรา เพราะการใช้เชนก็ไม่ได้เป็นบทพิสูจน์ว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จเสมอไป จริงอยู่ที่การให้เชนมาบริหารจะทำให้เรามีจุดแข็งด้านการตลาดเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เราต้องลงทุนไปกับการใช้เชน เทียบกับกำไรที่จะได้รับจากไซด์ของธุรกิจ ประเมินแล้วคงไม่คุ้ม
อีกทั้งจากประสบการณ์ที่บริหารเองมาอย่างยาวนาน ทำให้เรามีฐานลูกค้าอยู่แล้ว จึงตัดสินใจถึงทิศทางในการดำเนินธุรกิจของเซ้าท์ซี ว่าจะไม่ใช้เชนจากต่างประเทศ แต่ยังต้องการบริหารเอง เพราะเชื่อมั่นในความสามารถการบริหารด้วยฝีมือคนไทย แต่สิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้ คือ ความจำเป็นที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จึงได้ตัดสินใจรีแบรนด์โฉมธุรกิจของเซ้าท์ซี กรุ๊ป
++รีแบรนด์โฉมรับยุคใหม่
โดยการรีแบรนด์ เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนโลโกใหม่ สะท้อนแนวคิดในเรื่องนี้ผ่านโลโกปลา 2 ตัวว่ายน้ำข้ามผ่านอุปสรรคเพื่อสู่เป้าหมาย รวมไปถึงการปรับปรุงโรงแรมเซ้าท์ ซี กะรน ภูเก็ต จากที่เคยเป็นเพียงโรงแรมในระดับ 2 ดาวครึ่ง-3ดาว ปรับมาเป็นโรงแรมในระดับ 4 ดาว เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันตลาดนักท่องเที่ยวในหาดกะรนเปลี่ยนไป เพราะลูกค้าเป็นกลุ่มคุณภาพมากขึ้น จากการเกิดขึ้นของโรงแรมในระดับ 5 ดาวจำนวนหลายแห่งบนหาดกะรน
จึงคิดว่าเป็นโอกาสจึงปรับโรงแรมขึ้นเป็น 4 ดาว เพื่อปรับกลุ่มลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะเดิมตอนเปิดโรงแรมใหม่ๆทำเป็น 3 ดาว เพราคู่แข่งไม่มาก ตลาดก็เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเกษียณอายุจากต่างประเทศเดินทางมาเที่ยว แต่ปัจจุบันแนวโน้มกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพมาแรง กลุ่มคนมาเที่ยวมีอายุน้อยลง มีไลฟ์สไตล์ชอบความทันสมัยมากขึ้น เราจึงได้ปรับปรุงโรงแรมใหม่ เพื่อให้ได้ราคาขายที่สูงขึ้น ใช้งบในการปรับปรุงไปราว 100 ล้านบาท แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย
ทั้งนี้เซ้าท์ซีกะรนโฉมใหม่ มีจำนวนห้องพัก 152 ห้อง อยู่บนอาคารที่ไม่สูง ออกแบบสไตล์โมเดิร์น ทรอปิคัล ห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันตามไลฟ์สไตล์ความชอบของนักท่องเที่ยว รุ่นใหม่ อาทิ การแยกพื้นที่ระหว่างอ่างอาบน้ำกับห้องน้ำที่เป็นส่วนของการใช้ฝักบัว เป็นต้น เพราะการรีโนเวตครั้งนี้จะเน้นในเรื่องของความปลอดภัย ความสะอาด เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศการจัดระเบียบในพื้นที่ของหาดกะรน ของผู้ประกอบการธุรกิจในย่านนี้ ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของหาดกะรนยังคงความสงบอยู่
ทั้งโรงแรมยังเน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม เราสร้างอาคารที่ไม่สูง เพื่อให้ดูไม่ทำลายทัศนียภาพโดยรวม มีต้นไม้ ของที่ใช้ตกแต่งจะไม่ใช้
พสาสติกในห้อง ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมลดขยะ ลดโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดินเหนียวในห้องทำเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น รีฟิลสำหรับใส่โลชัน แชมพู ครีมอาบน้ำในห้องน้ำ หรือแม้แต่สบู่ก็ใช้กระดาษห่อแทนพลาสติก สบู่หรือแชมพูที่ใช้สกัดจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี เพื่อสร้างงานในชุมชน และในแง่การบริการก็จะเป็นวัฒนธรรมไทย ที่ยังคงเป็นเสน่ห์ที่สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว
++ทุ่ม 400 ล.ปรับโฉมรร.พังงา
นอกจากโรงแรมที่ภูเก็ตแล้ว เรายังมีโรงแรมที่พังงา คือ โรงแรมเซ้าท์ซีปะการัง รีสอร์ท ซึ่งตอนนั้นเพิ่งเปิดให้บริการมาแค่ 6 เดือนก็เกิดสึนามิ ซึ่งตัวอาคารเราสร้างแข็งแรงดีไม่มีปัญหาแต่งานระบบสาธารณูปโภคต้องทำใหม่ หมด ก็ต้องลงทุนใหม่ไปกว่า 400 ล้านบาท ใช้เงินกู้จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งตอนนั้นเราทิ้งไว้กว่า 2 ปีจึงกลับมาทำใหม่ คาดว่าจะเปิดได้ในช่วงปลายปีนี้รับไฮซีซัน
ตอนนั้นคิดว่าไหนๆก็สร้างใหม่แล้ว โรงแรมแห่งนี้ก็ได้รีแบรนด์ใหม่ เปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรมเซ้าท์ ซี แกรนด์ พังงา เป็นโรงแรมในระดับลักชัวรี ทุกห้องเป็นวิวทะเล รวมถึงห้องพักแบบพูลวิลล่า มีห้องทั้งหมดรวมกัน 135 ห้อง ขายห้องพักในราคา 4,000-15,000 บาท เน้นการตกแต่งเน้นเอาเอกลักษณ์ไทยมาผสมผสาน เช่นหนังตะลุง โคมไฟ และในอนาคตก็เตรียมแผนสำหรับการขยายเฟส 2 โดยจะสร้างห้องพักอีก 80 ห้อง เน้นลูกค้าที่ต้องการที่มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม ซึ่งจะเน้นการจัดกิจกรรมต่างๆภายในโรงแรม
ทั้งนี้โรงแรมที่พังงา จะมีจุดขายที่แตกต่างจากภูเก็ต เพราะเป็นระดับ 5 ดาว และมีความเป็นธรรมชาติกว่า และจุดเด่นที่มีหน้าหาดกว้างถึง 500 เมตร ซึ่งทำให้สามารถขายโปรแกรมพ่วงเที่ยวร่วมกันได้ เพราะมีบรรยากาศของทะเลใน 2 แบบที่แตกต่างกัน
++ความเชื่อมั่นฟื้นธุรกิจท่องเที่ยว
ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวในขณะนี้ ก็ถือว่าคงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมากระแสการท่องเที่ยวเคยบูมสุดเมื่อช่วงวิสิต ไทยแลนด์ เยียร์ จากนั้นก็เจอวิกฤติมาตลอด ทำให้การท่องเที่ยวเป็นไปตามกระแส ขึ้นๆลงๆ ไล่ตั้งแต่เจอสงครามอ่าวเปอร์เซีย ก็เกิดการชะลอตัว พอตอนต้มยำกุ้ง แต่นั้นท่องเที่ยวได้ประโยชน์ เพราะแวลูฟอร์มันนี่ คุ้มค่าเงิน นักท่องเที่ยวเขากินจ่ายเต็มที่ ยกเว้นธุรกิจที่ไปกู้เงินเมืองนอกมาตอนนั้นก็อาจมีปัญหา
ต่อมาเจอซาร์ส สึนามิ ไข้หวัดใหญ่ การเมือง แต่ที่กระทบมากที่สุดก็มาจากการปิดสนามบิน ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอตัว และกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางมาเที่ยวไทย ธุรกิจต่างประเทศที่เป็นคู่ค้ากับไทยก็ได้รับผลกระทบ อย่างเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากต่างประเทศ เขาทำตลาดวางแผนล่วงหน้า เมื่อมาไม่ได้ เขาก็ขาดทุน เมื่อนักท่องเที่ยวน้อยแต่โรงแรมในภูเก็ตมีมาก ก็ทำให้เกิดโอเวอร์ซัพพลายอย่างมาก มีการตัดราคากันอย่างหนัก แต่เราก็ต้องฝ่าฟันกันไป โชคดีที่เซ้าท์ซี กรุ๊ปทำธุรกิจมานานไม่ใช่รายใหม่ทีเดียว ก็ยังโอเค
เนื่องจากเรามีฐานลูกค้าเดิมอยู่บ้าง และการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อให้อยู่รอดได้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวกลับเข้าสู่ปกติให้ได้ เพราะการท่องเที่ยวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องสร้างความมั่นใจ การเมืองยังคงเป็นปัญหาหลักของเรา เพราะเศรษฐกิจไม่ดีโรคภัยก็มาก แต่อีกแง่หนึ่งทำไมกัมพูชา เวียดนาม ยังขายได้ การสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากต่อการฟื้นฟูการท่องเที่ยวไทย ที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญมากกว่าที่เป็นอยู่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,473 25 ต.ค.- 28 ต.ค. 2552 http://www.thannews.th.com/index.php?op ... Itemid=448" onclick="window.open(this.href);return false;