ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2552 ทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้อัญเชิญ “กฐินพระราชทาน” ไปทอดถวาย ณ วัดราชฐานเมืองลวง แคว้นปกครองชนชาติตนเองไท
สิบสองปันนา มณฑล ยูนนาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ซึ่งทีม “วิถีชีวิต” มีโอกาสร่วมคณะไปด้วย ซึ่ง ทริปนี้นอกจากพิธีทางพุทธศาสนาแล้ว อีก 1 กิจกรรมที่น่าสนใจคือ การเข้าเฝ้า “เจ้าหม่อมคำลือ” ซึ่งถือเป็น “กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรไทลื้อ” แคว้นปกครองชนชาติตนเองไท
สิบสองปันนา
“เจ้าหม่อมคำลือ” ปัจจุบันพำนักในบ้านพักที่รัฐบาลจีนจัดให้ ในเขตจินนิ่วเสี่ยวชี เมืองคุนหมิง พร้อมด้วยภริยา และบุตรสาวคนโตและลูกเขย เจ้าหม่อมคำลือเป็นราชบุตรของ เจ้าหม่อมแสนเมือง ซึ่งเป็นอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนนั้นมีศักดิ์เป็นอาของเจ้าหม่อมคำลือ แต่พระองค์ท่านเองไม่มีบุตร จึงได้ขอเจ้าหม่อมคำลือเป็นราชบุตรบุญธรรม
เจ้าหม่อมคำลือเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1928 และไปเรียนหนังสือที่เมืองจุงกิงเมื่ออายุ 16 ปี จนถึงปี ค.ศ. 1944 ได้เข้า “พิธีฮับเมือง” แต่ในช่วงนั้นเกิด สงครามมหาเอเชียบูรพา (ค.ศ. 1939-1945) พิธีฮับเมืองจึงไม่สมบูรณ์ ท่านได้กลับไปเรียนหนังสือ และกลับมาทำพิธีฮับเมืองครั้งที่สอง เมื่อ ค.ศ. 1948 ขณะอายุ 20 ปี
อย่างไรก็ตาม ช่วงนั้นได้เกิดการ เปลี่ยนแปลงการปกครองภายในประเทศจีน ราวปี ค.ศ. 1949-1950 ท่านจึงกลายเป็น “กษัตริย์องค์สุดท้าย” โดยเปลี่ยนฐานันดรศักดิ์จากกษัตริย์เป็นสามัญชน โดยที่ยังมิได้บริหารราชการแผ่นดินเลย เนื่องจากหลังจากทำพิธีฮับเมืองครั้งแรกแล้วท่านได้แต่งตั้งให้เจ้าหม่อมแสนเมือง พระราชบิดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากนั้นท่านก็ไปเรียนหนังสือต่อ
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ท่านได้เรียนหนังสือในระดับมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยยูนนาน และได้แต่งงานกับ สิว์ จิ๊ว เฟิน ชาวจีนคุนหมิง ในปี ค.ศ.1953 ก่อนที่จะทำงานเป็นนักวิจัยด้านภาษาศาสตร์ อีก 8 ปี ที่สถาบันวิจัยชนชาติส่วนน้อยแห่งชาติ สังกัดสภาวิทยาศาสตร์ประเทศจีน ในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
ต่อมาเจ้าหม่อมแสนเมืองได้ขอให้รัฐบาลจีนย้ายทั้งสองกลับมาที่คุนหมิง โดยมาทำงานเป็นนักวิจัยด้านภาษาซึ่งรวมถึงอักษรไทลื้อ จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 1971 รัฐบาล จีนมีคำสั่งให้เจ้าหม่อมคำลือและภรรยาไปทำงานในชนบททำงานในสวนอ้อยใน อ.เชียงกุ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของ
สิบสองปันนา เป็นเวลานาน ถึง 9 ปี
การใช้เวลาในสวนอ้อยนี้ สิว์ จิ๊ว เฟิน เล่าว่า สามารถพกหนังสือหรือตำราเข้าไปอ่านได้ด้วย และหลังจาก เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของจีนแล้ว เห็นว่านโยบายเอียงซ้าย นโยบายที่ให้เจ้านายไปใช้แรงงานในชนบท เป็นนโยบายที่ผิดพลาด ดังนั้นเจ้าหม่อมคำลือและภรรยาจึงมีโอกาสกลับคุนหมิง โดยทำงานเป็นนักวิจัยที่สถาบันวิจัยชนชาติในมหาวิทยาลัยชนชาติยูนนาน จนกระทั่งเกษียณอายุ โดยมีคุณวุฒิทางวิชาการคือ “ศาสตราจารย์”
อย่างไรก็ดี หลังจากเกษียณอายุแล้ว ทางการจีนได้ให้ฐานะทางสังคมแก่ เจ้าหม่อมคำลือในฐานะเจ้านายเก่าคือเป็น รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองระดับมณฑล และ กรรมการสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ ซึ่งมีที่พักและรถประจำตำแหน่งให้ แต่ปัจจุบันท่านก็ได้เกษียณจากทุกตำแหน่งแล้ว
ปัจจุบันเจ้าหม่อมคำลือมีอายุ 82 ปี อาศัยอยู่ในเมืองคุนหมิง ประเทศจีน มีบุตร 4 คน เป็นชาย 2 หญิง 2 ซึ่งรับราชการทั้งหมด ชีวิตที่เมืองคุนหมิงของท่านเป็นชีวิตที่เรียบง่ายและสงบ แม้ว่าจะมีโรคประจำตัวคือโรคเกาต์ แต่ท่านก็ยังดูสุขภาพดี เช่นเดียวกับภรรยาของท่านในวัย 80 ปี ที่ก็ยังแข็งแรงดี ทั้งนี้ เจ้าหม่อมคำลือมีพระอนุชาชื่อ เจ้าหม่อมมหาวัง อยู่ที่แม่สาย จ.เชียงราย ของไทย แต่ปัจจุบันก็สิ้นแล้ว คงเหลือแต่ลูก ๆ ซึ่งอยู่ที่แม่สายและรวมถึงในกรุงเทพฯ ที่ใช้นามสกุล “คำลือ” เพื่อเป็นที่ระลึกถึง “เจ้าหม่อมคำลือ” “กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรไทลื้อ”
สิบสองปันนา อาณาจักรไทเดิม-ศักดินาจารีต
แคว้นปกครองชนชาติตนเองไท
สิบสองปันนา ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ปัจจุบันนี้ ในอดีตเป็น “
หอคำเชียงรุ่ง” เป็นอาณาจักรไทลื้อที่ปกครองด้วยระบบศักดินาแบบจารีตที่มีเจ้าแผ่นดินไทเป็น ประมุข
เชียงรุ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอาณาจักรไทเดิมในภูมิแหลมทองตอนบน
ต่อมาอาณาจักรล้านนา ล้านช้าง โกสัมพี (ใต้คง) แสนหวี
เชียงตุง ฯลฯ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงตาม ๆ กัน โดยล้านนาได้ถูกผนวกเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศไทย ล้านช้างตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส แสนหวี
เชียงตุง ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ โกสัมพีถูกสำนักราชวงศ์หมิงของจีนยุบอาณาจักร
มีแต่หอคำเชียงรุ่งที่แม้ว่าตกอยู่ใต้อาณัติของจีน แต่จีนก็อนุญาตให้เจ้าแผ่นดิน
เชียงรุ่งปกครองตามระบอบศักดินาเหมือนเดิม จนกระทั่งถึงยุคที่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบสังคมนิยม
หอคำเชียงรุ่ง สถาปนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1703 ถูกเปลี่ยนการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2493 โดยในกาลเวลา 790 ปีนั้นหอคำเชียงรุ่งอยู่ภายใต้การปกครองของ “ราชวงศ์พญาเจือง” หรือ “ราชวงศ์อารยะโวสวนตาน” ถึงแม้เคยเกิดการสู้รบแก่งแย่งอำนาจการสืบราชสมบัติภายในเชื้อพระวงศ์ แต่ราชสำนักที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็ยังเป็นราชวงศ์พญาเจือง โดยมิได้เปลี่ยนแปลงเป็นราชวงศ์อื่นใดเลย
ดังนั้น “หอคำเชียงรุ่งที่มีประวัติยาวนาน 790 ปี ถือเป็นอาณาจักรไทเดิมหนึ่งเดียวที่มีระบอบศักดินาแบบจารีตยาวนานที่สุดในแหลมทอง”
สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน
http://dailynews.co.th" onclick="window.open(this.href);return false;