เชียงรายเปิดเกมค้าชายแดนจีนเพิ่มยอดส่งออก ไทย-จีน
Posted: Wed Nov 25, 2009 9:11 pm
กระทรวงพาณิชย์เปิดเวทีชี้แจงแนวทางค้าจีนตอนใต้ ตั้งเป้าเพิ่มยอดส่งออกผ่านชายแดนภาคเหนือ ในการประชุมสัมมนา "โอกาสตลาดสินค้าภาคเหนือสู่ตลาดจีนตอนใต้และประเทศเพื่อนบ้าน" พร้อมวางแผนปั้นผู้ส่งออกเพิ่มเป็น 2-3 หมื่นรายภายใน 4-5 ปีต่อจากนี้ จากที่มีอยู่ขณะนี้เพียง 1 หมื่นกว่าราย ผศ.ดร.วีระศักดิ์ จินารัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการประชุมสัมมนา "โอกาสตลาดสินค้าภาคเหนือสู่ตลาดจีนตอนใต้และประเทศเพื่อนบ้าน" ซึ่งจัดโดยกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องประชุมดอยตุง โรงแรมดุสิตไอส์แลนด์รีสอร์ท จ.เชียงราย โดยมีผู้ประกอบการค้าจาก 17 จังหวัดภาคเหนือเข้าร่วมจำนวน 200 คน จากจีนตอนใต้จำนวน 13 บริษัท และ สปป.ลาว จำนวน 1 บริษัทผศ.ดร.วีระศักดิ์ จินารัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในภาพรวมทั้งประเทศแล้ว ไทยมีการค้ากับจีนปี 2551 ที่ผ่านมามูลค่า 36,436 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็น 10.18% ของการค้าต่างประเทศของไทยทั้งหมด โดยเป็นการส่งออกถึง 16,190 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และนำเข้า 20,156 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในส่วนของมณฑลหยุนหนัน ซึ่งมีการค้ากับเชียงราย อย่างต่อเนื่องพบว่ามีการค้ากับไทย 250 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ แต่ไทยส่งออกไปมณฑลหยุนหนันเพียงแค่ 20 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเท่านั้น
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทย ยังไม่เข้าใจตลาดจีนดีพอ ดังนั้นทางกระทรวงพาณิชย์จึงได้เร่งจัดประชุมสัมมนาเพื่อให้ความรู้กับ ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องและมากขึ้น โดยครั้งนี้ถือเป็นการจัดการประชุมสัมมนาเป็นครั้งที่ 5 แล้วโดยสิ่งที่ผู้ประกอบการยังไม่เข้าใจก็คือตลาดในจีน การจับคู่หรือมีพาสเนอร์ในจีน การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ ความไม่เข้าใจด้านอัตราภาษีศุลกากร ใบขนส่งสินค้าโดยเฉพาะบนถนน R3A เชื่อม อ.เชียงของ จ.เชียงราย ผ่าน สปป.ลาว ไปยังมณฑลหยุนหนัน ซึ่งพบว่าปัจจุบันการขนส่งสินค้าไปยังจีนตอนใต้ยังต้องใช้ใบขนส่งสินค้า เพื่อแสดงให้กับเจ้าหน้าที่จีน แตกต่างจากฝั่งไทยที่อำนวยความสะดวกให้อย่างมาก แต่เนื่องจากตลาดจีนกำลังเติบโตและเป็นตลาดใหญ่ต้องการสินค้ามหาศาล จึงยังมีโอกาสอีกมาก
“ในเวทีนี้ นอกจากจะให้ความรู้แล้ว ยังเป็นการรับฟังอุปสรรคปัญหาเพื่อนำไปประมวลและแก้ไขร่วมกันต่อไปด้วย โดยตั้งเป้าว่าในปี 53 น่าจะทำให้การส่งออกไปหยุนหนัน ซึ่งใกล้ประเทศไทยมากที่สุดเพิ่มเป็น 200 ล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือเพิ่มอีก 10 เท่าตัวได้”
เขาย้ำว่า สินค้าส่งออกของไทยไปจีนยังมีอนาคตอีกมากโดยเฉพาะยางพารา สมุนไพร เครื่องหอม สปา ของใช้ตกแต่งบ้าน ผลไม้สดและแปรรูป ข้าว อาหารแปรรูป เป็นต้น โดยภาคเหนือเห็นว่าผลไม้มีโอกาสมาก แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจในตลาดจีนก็จะมีปัญหา เช่น ตลาดจีนตอนนี้ต้องการกล้วยไข่มาก เพราะปลูกเองไม่ได้และคนจีนก็นิยมกินมาก แต่จะไม่ต้องการกล้วยหอมเพราะปลูกเองได้และคนก็ไม่นิยมบริโภค หรือเครื่องประดับก็ควรออกแบบโดยใช้ภูมิปัญญาของเราแต่ดัดแปลงให้เข้ากับของ สิบสองปันนา เป็นต้นสำหรับกระทรวงพาณิชย์ก็จะเร่งให้การช่วยเหลือเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยประชาสัมพันธ์สินค้าไทยผ่านกรมส่งเสริมการส่งออก รวมทั้งให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศบริการเรื่องข้อมูลต่างๆ แก่ผู้ประกอบการ ทำหน้าที่เป็นศูนย์เชื่อมกับกระทรวงพาณิชย์ และเชื่อมไปยังฑูตพาณิชย์ทั้ง 67 แห่งทั่วโลก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ
ผศ.ดร.วีระศักดิ์ บอกอีกว่า เราตั้งเป้าว่าต่อไปนี้จะไม่ให้มีการค้าขายแบบมีความเสี่ยงอีกต่อไป เชื่อว่าเมื่อเดินหน้าเต็มที่จะทำให้ผู้ประกอบการส่งออกซึ่งมีอยู่ทั่ว ประเทศประมาณ 10,000 รายในขณะนี้เพิ่มขึ้นภายใน 4-5 ปีข้างหน้าให้ได้ 20,000-30,000 ราย โดยเฉพาะผู้ส่งออกไปยังมณฑลต่างๆ ของจีน ในส่วนของผู้ประกอบการก็ขอให้ปรับตัวโดยต้องไม่ใช่นำสินค้าไปจัดตามงานแฟร์ หรืออีเวนท์ต่างๆ แล้วจบกันไป แต่ต้องทำให้การส่งออกมีความต่อเนื่องและมี Business matching หรือคู่ค้าด้วย
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วีระศักดิ์ แสดงความห่วงใยเรื่องราคาของสินค้าไทย โดยระบุว่าปัจจุบันสินค้าไทยได้เปรียบในเรื่องของคุณภาพโดยได้รับการยอมรับ ไปทั่วโลก แต่ก็น่าห่วงเรื่องของราคาเพราะมักจะแพงกว่า 10-30% เมื่อเทียบกับสินค้ากลุ่มเดียวกันจากประเทศอื่น ดังนั้นต่อไปนี้จึงต้องส่งเสริมเรื่องการบริหารจัดการด้านราคา เพื่อให้แข่งขันในตลาดได้ จึงขอให้ผู้ประกอบการได้เร่งศึกษาข้อมูลเพื่อลดปัญหาดังกล่าว เช่น การเงิน โลจิสติกส์ ราคา คุณภาพ ฯลฯ
ขณะที่นางเบญจวรรณ รัตนประยูร ที่ปรึกษาพาณิชย์ ได้ให้ข้อมูลการพัฒนาในประเทศจีนซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของจีนในหลายเรื่อง เช่น ปัจจุบันจีนได้ทุ่มงบประมาณพัฒนาชนบทเพื่อให้ทัดเทียมสังคมเมือง เพิ่มรายได้เกษตรกร ธุรกิจขนาดกลางและย่อม ปล่อยเงินกู้ ลดเพดานเงินกู้ เป็นต้น ดังนั้นตลาดจีนจึงมีโอกาสที่จะขยายตัวอีกมาก
นางเบญจวรรณย้ำว่า ขอให้ศึกษาเรื่องข้อตกลงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ซึ่งจะมีการลดอัตราภาษีสินค้าทุกชนิดเป็น 0% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2553 เป็นต้นไปยกเว้นสินค้าอ่อนไหวบางชนิดแต่ส่วนใหญ่จะเป็น 0% หมด นั่นแสดงว่าต่อจากนี้ถ้าประเทศไทยได้รับอานิสงค์ใดจากจีน ประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น เวียดนาม พม่า ฯลฯ ก็จะได้เหมือนกันหมดจึงต้องมีการแข่งขันมากขึ้น หรือแม้แต่กลุ่มความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงหรือ GMS ที่มีการพัฒนาความร่วมมือด้านการพัฒนาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ในการสัมมนาครั้งนี้ ยังจัดให้ผู้ประกอบการตั้งโต๊ะเสวนาในหัวข้อการพัฒนาการค้าการลงทุนไทยบน เส้นทางสายทอง R3A ,จีนตอนใต้:ตลาดศักยภาพและประตูการค้าสู่จีน รวมทั้งกิจกรรม Business Matching ในสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์เห็นว่ามีอนาคตในจีนตอนใต้เพื่อให้นักธุรกิจ ประเทศต่างๆ ได้พบปะหารือกันคือ สปาและผลิตภัณฑ์สปา ผักผลไม้สดและแปรรูป ข้าวอาหารแปรรูป ของใช้ของตกแต่งบ้านและอื่นๆ
แหล่งข่าว: http://www.chiangmainews.co.th/read.php?id=14877" onclick="window.open(this.href);return false;