พลิกพันธกิจ 'ททท.' กู้ตลาดจีน (ตอนที่1)
Posted: Thu Dec 10, 2009 9:03 pm
คงปฏิเสธไม่ได้สำหรับรากเหง้าทัวร์ศูนย์เหรียญหรือการขายทัวร์ต่ำกว่าราคาทุน เพื่อหวังฟันนักท่องเที่ยวโดยบังคับให้ช้อปปิ้งหรือขายรายการทัวร์นอกโปรแกรม ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับตลาดทัวร์ริสต์จีนที่สร้างภาพลักษณ์ทางลบให้แก่การท่องเที่ยวไทยมาช้านาน ตอกย้ำด้วยการชลอตัวของตลาดที่เกิดขึ้นจากปัญหาความวุ่นวายของการเมืองไทย แต่ ขณะนี้ปัญหาเหล่านี้กำลังจะเริ่มคลี่คลาย เพราะตลาดจีนในวันนี้ไม่เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ทุกวันนี้จีนเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสูง จีดีพีเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ต่อปี คนจีนที่มีกำลังซื้อสูงมากเฉพาะที่มีเงินเกินกว่า 500 ล้านบาท มีอยู่กว่า 20% จากประชากรทั้งหมดกว่า 1,325 ล้านคน และในแต่ละปีคนจีนเดินทางท่องเที่ยวออกนอกประเทศกว่า 50 ล้านคนต่อปี กระจายไปกว่า 138 ประเทศ คนจีนมีทางเลือกในการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหากเทียบกับในอดีตที่เปิด ให้เที่ยวกันได้เพียงไม่กี่ประเทศ การทำทัวร์คุณภาพจึงกำลังเริ่มเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มมากขึ้น++ดึง27ธุรกิจไทยร่วมCITM
ความเปลี่ยนแปลงของตลาดที่เกิดขึ้น ทำให้ในขณะนี้จีนจึงกลายเป็นเค้กก้อนโตที่การท่องเที่ยวทั่วโลกรุมทึ้ง เห็นได้ชัดเจนจากการจัดงานเทรดโชว์ด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของจีนของ อย่าง China International Travel Mart (CITM ) 2009 เมื่อวันที่ 19 - 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ นครคุนหมิง ที่การจัดงานในปีนี้มีผู้ขายบริการท่องเที่ยวจาก 94 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งในจีนเอง มาร่วมออกบู้ธมากถึง 3,984 บู้ธ เรียกได้ว่างานนี้ประเทศต่างๆงัดไฮไลท์มาประชัน เพื่อหวังดึงทัวร์ริสต์จีนกันอย่างคึกคัก
สำหรับประเทศไทยเอง ในปีนี้ททท.ได้นำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยไปร่วมออกบู้ธกว่า 27 รายก็ถือว่าเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 18 ราย ทั้งนำศิลปวัฒนธรรมไทยมาจัดแสดงสร้างสีสันภายในงาน ซึ่งในส่วนของบู้ธไทยก็ได้รับความสนใจมากทีเดียว ภายใต้แคมเปญ“Amazing Thailand Amazing Value” โดยโปรดักซ์ที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวนำมาเสนอขายนอกจากจะเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวที่คนจีนคุ้นชินอยู่แล้ว อย่างพัทยา กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ไม่ว่าเกาะเสม็ด กระบี่ สมุย เป็นต้น++โปรโมทคาราวานทัวร์R3A
อีกโปรดักซ์ที่ได้รับความสนใจไม่น้อยสำหรับตลาดทัวร์ของคุนหมิง ก็คงจะเป็นคาราวานทัวร์ในเส้นทางR3A หรือ North-South Economic Corridor) เชื่อมระหว่างจีน-ลาว-ไทย ซึ่งเส้นทางนี้กำลังจะเริ่มบูม เพราะทางจีนเพิ่งจะสร้างถนนไฮเวย์ในเส้นทางนี้เสร็จเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
ด้านนางอรวรรณ ชาง กรรมการผู้จัดการบริษัทหมิงหยาง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่าการมาร่วมออกบู้ธของบริษัทภายในงานCITM ในครั้งนี้ จะเน้นโปรโมททัวร์คาราวานทางรถในเส้นทางR3A เนื่องจากกำลังได้รับความนิยมมาก โดยจะเป็นการจัดคาราวานเริ่มจากคุนหมิง ต่อมายังเมืองยวี่ซี จนถึงแคว้นสิบสองปันนา เชื่อมต่อไปจนถึงเมืองม่อฮาน ข้ามลาวที่เมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ต่อไปยังเมืองห้วยทราย ในแขวงบ่อแก้ว ข้ามเรือเฟอร์รี่ จนมาถึงส่วนต่อของประเทศไทย ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ต่อมาถึงกรุงเทพฯและยังสามารถเชื่อมการเดินทางเข้าสู่มาเลเซียและสิงคโปร์ ได้ด้วย“โปรแกรมนี้กำลังเริ่มเป็นที่นิยม เพราะจะเห็นว่าเริ่มมีกลุ่มเอฟไอทีจากจีนขับรถมาเที่ยวในเส้นทางนี้มากขึ้น โดยหาเป็นตลาดเอฟไอที จะขับรถมาเองและจ้างบริษัททัวร์หรือไกด์แถวจุดผ่านแดนต่างๆไปเที่ยวในลาว หรือในเชียงใหม่ ที่ส่วนใหญ่เป็นแพ็คเกจ 5 วัน 4 คืน แต่สำหรับทางบริษัทเองจะไม่เน้นจัดเอฟไอทีแต่ทำทัวร์เป็นลักษณะคาราวานเป็น กลุ่มคณะมากกว่า” นางอรวรรณกล่าว
สอดคล้องกับความเห็นของนาย Wang Jin ผู้ช่วยผู้จัดการยูนนานแพนด้า(เอเย่นต์บริษัทนำเที่ยวของจีน) เผยว่า แนวโน้มตลาดท่องเที่ยวไทยจะกำลังฟื้นฟู ทุกคนก็มองตลาดนี้อยู่แล้ว ซี่งนอกจากเส้นทางการเดินทางโดยเครื่องบินแล้ว บริษัทยังจะเน้นการทำทัวร์คาราวานทางรถ โดยในปีนี้บริษัทจะมีการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวทางรถ ซึ่งคาดว่าจะมีกว่า 100 คันเดินทางไปกรุงเทพฯ และบริษัทยังได้ไปซื้อที่ดินในลาวเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวไว้รองรับ แล้ว ทั้งยังอยากเสนอแนะว่าททท.ควรจะจัดกลไกในการทำอินเซ็นจีนกับเอเย่นต์ที่มี มาตราฐาน และการเน้นเจาะตลาดอินเซ็นทีฟ(การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล)ของจีนให้เพิ่ม ขึ้น
++ พร้อมผุดสนง.ททท.คุนหมิง
อีกทั้งความพิเศษของการเข้าร่วมงาน CITM ในปีนี้ของททท.และภาคเอกชน คือ การถือโอกาสใช้เวทีดังกล่าวในการโปรโมทการเตรียมเปิดตัวสำนักงานททท. ณ นครคุนหมิง ซึ่งการเปิดสำนักงานดังกล่าวถือเป็นการเปิดแนวรุกสำหรับการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวของททท.สำหรับตลาดจีน โดยเฉพาะตลาดจีนในภาคตะวันตกเฉียงใต้ อย่าง มณฑลยูนนาน ซึ่งมีประชากรมากถึง 44.83 ล้านคน เฉพาะในเขตคุนหมิงจะอยู่ที่ 6.8 ล้านคน
นายสรรเสริญ เงารังษี ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ฮ่องกง ไทเป ญี่ปุ่น เกาหลี จีน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท. กล่าวว่าในราวเดือนเมษายนปีหน้าททท.จะเปิดสำนักงาน ณ นครคุนหมิง จากเดิมที่มีสำนักงานในปักกิ่งและเซี้ยงไฮ้ เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวให้ครอบคลุมพื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงมต้ของจีน และเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ จากการเปิดเสรีการค้า ในวันที่ 1 มกราคมปีหน้า รวมถึงมาตราการยกเว้นที่ธรรมเนียมวีซ่าของนักท่องเที่ยวจีนก็น่าจะกระตุ้น ให้เกิดการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
ขณะที่นาย WANG TAO รองผู้จัดการยูนานโอเวอร์ซี ทัวร์(บริษัทนำเที่ยวของจีน)กล่าวว่าบริษัทเริ่มทำทัวร์จีนมาเที่ยวไทย ตั้งแต่ปีค.ศ.1995 ไทยยังเป็นเดสติเนชั่นที่สำคัญ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนรู้สึกดีใจที่ททท.มาเปิดสำนักงานในคุนหมิง เนื่องจากจะได้ทำการโปรโมทร่วมกันได้เป็นอย่างดี เพราะจะได้ร่วมกันทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น
สอดคล้องกับความเห็นของนายกฤษดา นภามรกต ผู้จัดการทั่วไปบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)สำนักงานคุนหมิง กล่าวว่า การที่ททท.มีสำนักงานทีคุนหมิงก็จะทำให้เกิดการร่วมมือกันพัฒนาได้ เพราะการบินไทยก็มีสำนักงานอยู่ที่คุนหมิงอยู่แล้ว ทำให้การหารือกันเพื่อร่วมกันพัฒนาตลาดนักท่องเที่ยวทำได้สะดวกมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเวลาจะทำงานร่วมกัน จะต้องไปติดต่อกับททท.สำนักงานปักกิ่ง ซึ่งไม่สะดวก ประกอบกับในขณะนี้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเที่ยวไทยเริ่มกระเตื้องขึ้น
โดยการบินไทยมีอัตราการบรรทุกเฉลี่ยในเส้นทางคุนหมิง-กรุงเทพฯอยู่ที่ราว 70% ทำให้การบินไทยเริ่มจะทยอยเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเป็น 5 ไฟล์ตต่อสัปดาห์ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ลดลงไปเหลือ 3เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เนื่องจากก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวลดลงไปกว่า 60%และหากเมษายนปีหน้าดีขึ้นจะเพิ่มเป็น 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากปกติที่จะอยู่ที่ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ซึ่งการที่ตลาดร่วมฟื้นตัวก็ทำให้การบินไทยและททท.คุนหมิงสามารถทำงานได้ ใกล้ชิดกันเพื่อกระตุ้นตลาดได้เพิ่มขึ้น และในขณะนี้คุนหมิงกำลังขยายตัวเพื่อรองรับการท่องเที่ยวมาก โดยกำลังอยู่ระหว่างสร้างสนามบินใหม่ที่จะเปิดให้บริการในปี 2012
ไม่เพียงแต่ประเทศต่างๆจะหวังมาชิงเค้กตลาดทัวร์จีนภายในงานCITM2009 ทางจีนเอง ก็ใช้เวทีดังกล่าวในการประกาศความร่วมมือกับอาเซียนในการจัดตั้ง China-Asean Tourism cooperation Forum เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างจีนและประเทศต่างๆในอาเซียนด้วย ซึ่งการผนึกความร่วมมือในครั้งนี้จีนต้องการมีบทบาทในเวทีโลกเพิ่มขึ้น เพราะจีนเป็นประเทศส่งออกขนาดใหญ่และจีนต้องการนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเช่น กัน นอกเหนือจากการส่งส่งออกนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวทั่วโลกเฉลี่ย 40 ล้านคนต่อปี และจีนไปอาเซียน 5-6 ล้านคนต่อปี
ดังนั้นความร่วมมือจะเกิดขึ้นนี้ จึงจะมีส่วนสำคัญในการขยายตลาดการท่องเที่ยวระหว่างจีนและอาเซียนให้เพิ่ม ขึ้น แต่ไทยจะคว้าโอกาสนี้ได้อย่างไร และจะกู้ตลาดภาพลักษณ์ทางลบในเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญในตลาดนี้ได้อย่างไร อ่านได้จากรายงานในฉบับหน้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,486 10-12 ธันวาคม พ.ศ. 2552 http://www.thanonline.com/index.php?opt ... Itemid=448" onclick="window.open(this.href);return false;
"ฐานเศรษฐกิจ"ได้ฉายภาพให้เห็นในฉบับที่ผ่านมา(ฉบับที่2,486)ถึงศักยภาพ ของนักท่องเที่ยวจีน ตอนนี้กลายเป็นประเทศเนื้อหอม ที่การท่องเที่ยวกว่า 138 ประเทศทั่วโลกรุมชิงเค้กกันอยู่ในขณะนี้ รวมถึงไทยด้วย