คำว่า“ทางเลือก”(Alternative)เป็นวาทกรรมที่สร้างความตื่นตัว โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่เป็นกระแสหลักเริ่มประกฎให้เห็นถึงความล้มเหลว ผิดพลาด เช่นเดียวกับระบบการศึกษาไทย ที่ปรากฎชัดว่าในการปฏิรูปการศึกษาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของกระทรวง ศึกษาธิการยังไม่ประสบความสำเร็จ คุณภาพของนักเรียนและสถานศึกษาในขั้นพื้นฐานกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ อยู่ในระดับต่ำ
แม้รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา49 จะกำหนดว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง แต่กลับพบว่ายังมีเด็กอีกจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงระบบการศึกษา โดยเฉพาะเด็กยากจน เด็กที่เป็นชุมกลุ่มน้อย อยู่ชายขอบของประเทศ รวมไปถึงเด็กพิการและทุพลภาพ “การศึกษาทางเลือก”จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการหยิบยื่นโอกาสให้แก่เด็กเหล่า นี้
ในการประชุมระดมความคิดเรื่อง “การศึกษาวิจัยการศึกษาทางเลือกเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะ”โดยโครงการการศึก ษษวิจัยการศึกษาทางเลือกเพือ่การเสริมสร้างสุขภาวะ สนับสนุนโดยชุดโครงการ!สุขภาวะกับสิทธิและการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ 2550 มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) นายเทวินฎฏฐ์ อัครศิลาชัย หรือครูตั้ม ครูโรงเรียนเด็กม่อนแสงดาว ได้นำเสนอประสบการณ์และผลงานจากการเป็นครูผู้จัดการเรียนการสอนให้กับเด็กชน เผ่าชน ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลจากเมือง ของจังหวัดเชียงราย ซึ่งโรงเรียนม่อนแสงดาว เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การศึกษาทางเลือก สามารถทำให้เด็กที่ขาดโอกาสได้เรียนหนังสือ ที่มีรูปแบบสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนแต่ละท้องถิ่น
ครูตั้มได้เล่าถึง การก่อกำเนิดของโรงเรียนเด็กแห่งนี้ว่า เมื่อก่อนมีเด็กจำนวนมากถูกผลักดันให้เข้าไปสู่ระบบการค้าประเวณี เพราะครอบครัวมีฐานะยากจน และไม่สามารถส่งลูกหลานไปเรียนโรงเรียนในเมืองที่อยู่ห่างไกลได้ และแม้รัฐจะมีนโยบายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สนับสนุนให้เด็กเรียนฟรี 12 ปี (ปัจจุบัน 15ปี)และมีกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาก็ยังไม่พอ เพราะยังมีค่าใช้จ่ายด้านอื่น เช่น ค่าชุดนักเรียน ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าชุด ค่าอุปกรณ์ ค่ากิจกรรมโรงเรียน ที่ผู้ปกครองแบกรับภาระไม่ไหว
“เด็กชนเผ่าที่นี่มีฐานะยากจน ถ้าจะต้องเดินทางไปโรงเรียนในเมืองก็ไม่ไหว เพราะไกลถึง 7-8 กม. เดินทางไปกลับก็ไม่ปลอดภัย ขณะที่วิถีการดำรงชีวิตก็ไม่สอดคล้อง เพราะ ในช่วงปิดเทอมจะไม่ตรงกับฤดูกาลเก็บเกี่ยว ทำให้ไม่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านได้ เหตุให้เด็กนักเรียนต้องออกจากระบบโรงเรียนเป็นจำนวนมาก” ครูตั้มกล่าว
โรงเรียนเด็กม่อนแสงดาว จึงถูกก่อตั้งขึ้นตามแนวคิดให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางของการจัดการความรู้ เมื่อปี 2542 ให้เป็นศูนย์การศึกษาทางเลือกตามวิถีธรรมชาติและเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการ พึ่งตนเอง โดยนักเรียนส่วนใหญ่ที่รับเป็นเด็กชนเผ่าบนพื้นที่สูงและเด็กพื้นที่ราบที่ ยากจนด้อยโอกาส อายุระหว่าง 12-15 ปี
ครูตั้มเล่าต่อว่า ในส่วนการเรียนการสอน เน้นรูปแบบ อุดช่องว่างของเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยการปลูกฝังให้เห็นคุณค่าความเป็นคน ภูมิใจในวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชุมชน เพื่อให้รู้จักตนเอง ขยายไปสู่การเรียนรู้สิ่งแวดล้อม ชุมชน โลก ศิลปะ เพราะเด็กกลุ่มนี้มีความกดดัน มีความบกพร่อง ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความประชดสังคม การเปิดให้เขามาเรียนรู้สังคมภายนอก เคารพตัวเอง ศิลปะจะช่วยเปิดโลกเขาได้
“เด็กม่อนแสงดาวจะเก่งมากเรื่องการหาของป่า หาหน่อไม้ หาเห็ด ดังนั้นบทเรียนแรกคือจะหาเห็ดได้อย่างไร จากนั้นก็เข้าสู่แผนการศึกษา นั้นเราก็พยายามล้อระบบการศึกษาในโรงเรียน แต่วิธีการสอนต่างกัน โดยภาคเช้าจะเราจะเรียนเรื่องทฤษฎี แต่ภาคบ่ายจะให้ลงมือปฏิบัติ แบ่งสัดส่วน เป็นกลุ่มวิชาทางเลือก 40% วิชาสามัญ 25% ซึ่งเป็นการเน้นให้เด็กทำงานเป็น ไม่เน้นวิชาการ มีเป้าหมายในการพัฒนาตนเอง ให้รู้จักตนเอง เห็นคุณค่าของความเป็น!คน รวมถึงพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ เพื่อนำไปประกอบอาชีพ ได้อย่างเหมาะสม ตรงตามวิถีชีวิตของแต่ละคน สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยไม่รู้สึกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ”
ตั้งแต่เริ่มต้นเปิดโรงเรียนม่อนแสงดาวเมื่อปี 2542 ถึงปัจจุบัน มีนักเรียนทั้งสิ้น 115 คน โดยเป็นเด็กชนเผ่าอาข่า ม้ง กะเหรี่ยง ลาหู่ เย้าและเด็กชนเผ่าล้านนาพื้นราบ จ.เชียงรายและพะเยา โดยเรียนจบจากโรงเรียนไปแล้ว 90 คน อีก 25 คนยังเรียนอยู่ ซึ่งหลักสูตรการศึกษาทางเลือกม่อนแสงดาว พิสูจน์ได้ว่าสามารถป้องกันเด็กผู้หญิงในชุมชน ไม่ให้เข้าสู่ขบวนการค้าประเวณี ได้ 100% เด็กบางคนที่เคยขาดความมั่นใจ ก็ได้รับเลือกให้เป็นเยาวชนตัวแทนของประเทศไทยไปประชุมแลกเปลี่ยนกับภาคี เครือข่ายเยาวชนจากภูมิภาคอาเซียน 7 ประเทศ และนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาชุมชนของตนเอง
“การศึกษาทางเลือกเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่หยิบยื่นให้เด็กกลุ่มต่างๆ ที่ด้อยโอกาสในสังคมได้รับโอกาสทางการศึกษา แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีกฎหมายและหน่วยงานทางการศึกษาของรัฐบาลใดรับรอง ทั้งที่การศึกษาทางเลือกของประชาชนย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่ เหมาะสมจากรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 เช่นกัน”
การศึกษาปัจจุบันไม่สามารถรองรับเด็กทุกลุ่มให้เข้าถึงได้ ด้วยความเป็นจริงที่!ว่า สังคมไทยยังมีความแตกต่าง ทั้งเรื่อง เชื้อชาติ ศาสนา วิถีชีวิต วัฒนธรรม รวมทั้งความเหลื่อมล้ำในสังคม การศึกษาทางเลือก จะเป็นอีกทางหนึ่ง ให้ผู้เรียนได้เลือกว่า ตัวเองต้องการการรูปแบบการเรียนการสอน การศึกษาแบบไหน ให้เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง ดังนั้นรัฐบาลควรให้การสนับสนุนการศึกษาทางเลือกอย่างจริงใจ เป็นระบบ เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาเป็นอีกส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้ตอบสนองต่อผู้เรียนทุกกลุ่มได้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จำเป็นต้อองอาศัยพลังขับเคลื่อนจากภาคสังคมร่วมด้วย
แหล่งข่าว: http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... =&catid=04" onclick="window.open(this.href);return false;
ภาพประกอบข่าว: http://www.monsaengdao.com/DisplayImage ... &ImageId=9" onclick="window.open(this.href);return false;