Page 1 of 1

เชียงราย : งดงามพุทธศิลป์ - แผ่นดินชายแดน

Posted: Tue Dec 15, 2009 9:32 pm
by Sam
เข้าเมือง เชียงรายด้วยถนนสายเดียวกับ ที่พาไปสู่น้ำตกขุนกรณ์ แต่เป็นการย้อนทางมา เพื่อเข้าชมวัดที่เลื่องชื่อ กล่าวขานกันมากว่าทศวรรษ

ในด้านความงดงามที่ไม่เหมือนวัดใด ทั้งยังแฝงด้วยมิติแห่งความหมายทางพุทธศาสนา อย่างกลมกลืนกับงานศิลป์

Image
ปีพ.ศ.2540 อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เริ่มงานของเขาด้วยปรารถนาจะสร้างวัดให้เหมือนสวรรค์ เป็นวิมานบนดินที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้

จากเดิมที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำลาวด้านทิศตะวันตกใกล้กับลำน้ำแม่มอญ ซึ่งอยู่เลยลำน้ำร่องขุ่นไปทางทิศใต้ จนเมื่อเกิดน้ำเซาะตลิ่งพัง จึงย้ายวัดมาอยู่ในที่ตั้งปัจจุบัน จนถึงปีพ.ศ.2538 ได้รื้อถอนอุโบสถหลังเดิมและสร้างใหม่ในปีถัดมา แต่ต้องมาสะดุดด้วยสภาวะเศรษฐกิจยุคฟองสบู่ อ.เฉลิมชัยผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของบ้านร่องขุ่น ได้ปวารณาตนเข้ามาสานงานต่อ สร้างพระอุโบสถถวายเป็นพุทธบูชา

Image
วัดร่องขุ่น ชื่อนี้มาจากลำน้ำสายเล็กๆ ที่ไหลลงสุ่แม่น้ำลาว ชาวบ้านเรียกติดปากว่า บ้านฮ่องขุ่น หรือ บ้านร่องขุ่น ในภาษากลาง ตั้งอยู่ในเขตตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย ห่างจากทางเข้าน้ำตกขุนกรณ์เพียง 100 เมตร หากมาจากพะเยาก็ข้ามสะพานแม่ลาวมา 14 กิโลเมตรโดยประมาณ

บริเวณลานจอดรถของวัดกว้างขวาง แต่ปริมาณของรถหลากชนิดที่จอดก็บ่งบอกชัดเจนว่ามีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมวัดร่องขุ่นมากมายจริงๆ

ต้องชื่นชมในด้านการจัดการอันนำมาซึ่งความสะดวกแก่ผู้มาเยือนตั้งแต่ ก้าวเท้าสัมผัสดิน ทางเดิน ห้องน้ำ ที่นั่งพัก ล้วนได้รับการวางแผนมาอย่างดี

เขตพุทธาวาส สังฆาวาส และฆราวาส สร้างแยกส่วนแบ่งตำแหน่งที่ตั้งไว้อย่างนำมาซึ่งภูมิทัศน์อันลงตัว

ไม่มีตู้รับบริจาคหรือการทำบุญแฝงในทุกรูปแบบให้เป็นการเสียความรู้สึก สรุปว่ามาที่นี่ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ชื่อเสียงในด้านดีจึงเป็นส่วนหนึ่งที่นำพาผู้คนมาจากทั่วสารทิศ ไม่เว้นแม้แต่ชาวต่างชาติ

เมื่อจิตอยู่ในเขตแดนของความคิดบวก การเดินชมบริเวณทั่วไปจึงเปี่ยมสุข จนเมื่อมาถึงหน้าอุโบสถ......

อ.เฉลิมชัยต้องการสร้างที่นี่ให้เป็นงานศิลปะประจำรัชกาล โดยใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตนสร้างงานพุทธศิลป์

Image
โบสถ์อันหมายถึงบ้านของพระพุทธเจ้า สีขาว แทนพระบริสุทธิคุณ กระจกสีขาว หมายถึงพระปัญญาธิคุณที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล ความหมายที่แฝงคติธรรมบนความอ่อนช้อยแห่งเอกลักษณ์พุทธศิลป์ แค่มองจากภายนอกก็เกิดปีติ

เมื่อก้าวเท้าขึ้นบน สะพาน เท่ากับว่าเป็นการเดินข้ามวัฎสงสาร มุ่งสู่พุทธภูมิ สะพานครึ่งวงกลมเล็ก หมายถึงโลกมนุษย์ วงใหญ่มีเขี้ยวเป็นปากพญามารหรือ พระราหู หมายถึงกิเลสในใจแทนขุมนรก คือทุกข์ ผู้ที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในพุทธภูมิต้องตั้งจิตปลดปล่อยกิเลสตัณหาของตน ทิ้งลงไปในปากพญามาร เปรียบดั่งการชำระจิตใจให้ผ่องใส

แต่ละก้าวที่ย่ำเดินผ่านเมื่อพิจารณาใคร่ครวญแล้วพบว่า ชีวิตเราต่างย่ำวนอยู่ในวงวัฏนี้โดยแท้ ส่วนใครจะก้าวข้ามไปถึงดินแดนแห่งนั้นได้หรือเปล่า คงต้องเริ่มต้นที่ข้างในจิตใจของเราเอง

บนสันของสะพานประกอบไปด้วย อสูร รวมกัน 16 ตัว ข้างละ 8 ตัว หมายถึง อุปกิเลส 16 จากนั้นจะถึงกลางสะพานอันหมายหถึง เขาพระสุเมรุ เป็นที่อยู่ของเทวดา ด้านล่างเป็นสระน้ำหมายถึง สีทันดรมหาสมุทร ซึ่งมีสวรรค์ตั้งอยู่ 6 ชั้นด้วยกัน จากนั้นเดินไปสู่แผ่นดินของ พรหม 16 ชั้น แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 16 ดอก รอบอุโบสถ ดอกใหญ่สุด จำนวน 4 ดอกตรงทางขึ้นด้านข้างหมายถึง ซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์

ถึงจุดนี้เราควรกราบไหว้ก่อนที่จะขึ้นบันไดครึ่งวงกลมอันมีความหมายถึง โลกุตตรปัญญา ส่วนบันไดทางขึ้นทั้ง 3 ขั้น หมายถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผ่านเข้าสู่แผ่นดินของ อรูปพรหม 4 แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 4 ดอก และผ่านบานประตู 4 บาน ประตูบานสุดท้ายเป็นกระจกสามเหลี่ยม แทนความว่างเปล่า (ความหลุดพ้น) แล้วจึงจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าสู่พุทธภูมิ

สีทองอร่ามภายในผนังทั้ง 4 ด้าน เพดานและพื้นเป็นภาพเขียนที่แสดงถึงการหลุดพ้นจากกิเลสเข้าสู่โลกุตตรธรรม เป็นความต่างจากภาพเขียนภายในโบสถ์ทั่วๆ ไปที่นิยมวาดภาพพุทธประวัติ ช่างงดงามอย่างแฝงแง่คิดที่เหมาะสมกับการนำไปปรับใช้ไม่ว่าในโลกจริงเราจะ อยู่ในที่ใดก็ตาม

อีกสถานที่ที่ควรจะไปเยี่ยมชมเป็นอย่างยิ่งในบริเวณวัดร่องขุ่นแห่งนี้ ก็คือบริเวณที่ช่างฝีมือกำลังสร้างสรรค์งานอันจะนำไปประกอบ ต่อเติม ตกแต่ง ให้กับวัดร่องขุ่น ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกนานในการก่อสร้าง

จากชาวบ้านธรรมดาที่มีการศึกษากันแค่ป.4 ป.6 แต่เมื่อได้รับการฝึกฝนจากครูผู้อุทิศชีวิตให้กับงานนี้ มืองานของพวกเขาจึงเป็นส่วน เป็นแรง ให้กับ อ.เฉลิมชัย อย่างไม่อาจละเว้นในการกล่าวถึง

ทุกคนตั้งใจทำงาน รวมถึงความชำนิชำนาญในส่วนที่รับผิดชอบ ซึ่งแสดงว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ต้องทั้งฝึกฝน ลองผิดลองถูกมาไม่น้อย เพราะสามารถตอบคำถามให้กับผู้เข้าชมหายสงสัยได้อย่างกระจ่าง เห็นเช่นนี้แล้วให้อุ่นใจว่าแม้อาจต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนก็ตาม ลูกศิษย์ของอ.เฉลิมชัยที่ผลิตออกมาเป็นรุ่นๆ จะนำพาความสมบูรณ์มาสู่วัดร่องขุ่นอย่างแน่นอน

นอกจากในส่วนของอุโบสถแล้ว ยังมีการก่อสร้างอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยพร้อมๆ กันเพื่อประโยชน์ในการใช้สอย ระหว่างที่เดินมาเพื่อจะซื้อของฝากที่ชั้นล่างของหอศิลป์จะต้องผ่านอาคารสุดอลังการ หลังหนึ่งด้วย เพราะใช้สีทองประดับกระจกทั้งหลัง ความเด่นขนาดมีนักท่องเที่ยวยืนรอคิวกันเพื่อถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก รวมถึงยังเป็นอาคารเพียงหลังเดียวที่ไม่ใช่สีขาว

ใครจะเชื่อว่านี่คือห้องสุขา!
ส่วนชั้นบนของอาคารสีทองแห่งนี้เป็นที่ทำงานและที่พักอาศัยของอ.เฉลิมชัย

ก่อนเข้าไปบริเวณชั้นล่างของหอศิลป์ ด้านหน้าอาคารมีภาพโปสการ์ดที่ระลึกให้หยิบฟรีเป็นที่ระลึกคนละแผ่น โดยสามารถประทับตราสัญลักษณ์ได้ด้วยตัวเอง

ข้างในห้องโถงชั้นล่างเป็นที่จำหน่ายสิ่งพิมพ์ต่างๆ ตลอดจนของที่ระลึกอื่นๆ ซึ่งโดยรวมราคาไม่แพงจนเกินไป และน่าเก็บไว้เป็นที่ระลึกการมาเยือน ไม่ก็นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างสินค้าจำพวกเสื้อยืด หมวก โปสการ์ดภาพเขียนของอ.เฉลิมชัย วีซีดีนำชมวัดด้วยตัวอ.เฉลิมชัยเอง เป็นต้น

ถือว่าพอดี ไม่ขาด ไม่เกิน สำหรับที่นี่-วัดร่องขุ่น

เชียงราย สำหรับการเดินทางอาจไม่สมบูรณ์นักหากพลาดโอกาสกับการไปเยือนชายแดนด้านเหนือสุดของประเทศ

แม่สาย อำเภอด้านเหนือสุดของเชียงรายติดชายแดนพม่าบนทางหลวงหมายเลข 1 ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง จากวัดร่องขุ่นไปถึงที่นั่นกับบรรยากาศสบายตาด้วยทัศนียภาพสองข้างทาง

โปรดติดตาม 'แผ่นดินชายแดน' วันอาทิตย์หน้า

หมายเหตุ: ข้อมูล 'วัดร่องขุ่น' จากหนังสือ 'สร้างพุทธศิลป์เพื่อแผ่นดิน' โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

แหล่งข่าว: http://www.bangkokbiznews.com" onclick="window.open(this.href);return false;