เที่ยวปีใหม่สัมผัสความหนาว นอนเคาท์ดาวน์ให้อุ่นใจบนภูทับเบิก
Posted: Mon Dec 28, 2009 9:19 am
เที่ยวปีใหม่ สัมผัสความหนาว นอน"เคาท์ดาวน์"ให้อุ่นใจบน"ภูทับเบิก"
โดย...ภูเขาดินสอ

ที่ระดับ 1,768 เมตร จากน้ำทะเลปานกลาง ณ ยอดเขาสูงสุดของ จ.เพชรบูรณ์ สายลมเย็นพัดโบกระลอกแล้วระลอกเล่า ปะทะผิวหนังให้ร่างกายสัมผัสถึงความหนาวที่แตกต่าง (เหลือเกิน) จากผืนดินเบื้องล่าง เมื่อก้าวมาถึง "ภูทับเบิก"
ภายใต้สโลแกน "นอนทับเบิก สัมผัสความหนาว ดูดาวบนดิน" ท่ามกลางขุนเขาสีเขียวบนอาณาบริเวณที่เรียกว่า "ภูทับเบิก" แม้เวลานี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังไม่ฮอตฮิตมาก สำหรับบรรรดาขาเที่ยวทั้งหลาย แต่ เชื่อว่า ถ้าใครมีโอกาสขับรถ (ขอย้ำ ต้องสภาพดีพร้อม) เลาะเลี้ยวไต่ระดับจากภาคพื้นดินในเขต จ.เพชรบูรณ์ ตามเส้นทางหลักค่อยๆ ขึ้นไปบนทางเคี้ยวคดของภูเขาลูกแล้วลูกเล่า นับๆ ดูแล้วก็แค่ 111 โค้ง (เท่านั้น) จนกระทั่งถึงที่หมายแล้วล่ะก็ รับรองติดใจทุกราย

ด้วยเพราะมีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามครบ เครื่องด้วยธรรมชาติแบบภูเขา ป่าไม้ ทะเลหมอก ไอหนาวและอากาศบริสุทธิ์ ของภูทับเบิก ทำให้ที่แห่งนี้ มีความหนาวเย็นสบายตลอดปี อันเป็นผลพวงมาจากร่องลมเย็นจากเทือกเขาหิมาลัย ประกอบกับอยู่บนที่สูง ทำให้การยืนอยู่บนยอดสูงสุด สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบเมืองมะขามหวาน ที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาทอดยาวสลับซับซ้อนเรียงเรื่อยไปไกล ยิ่งเมื่อแสงอาทิตย์อ่อนกำลังลาลับขอบฟ้า ความมืดค่อยๆ คืบคลานเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ได้สัมผัสความหนาวยะเยือกแบบสุดขั้วตับได้ใจโจ๋เท่านั้น
นอกจากนี้ ภูทับเบิก ยังเป็นสถานที่ที่มีเครื่องวัดอุณหภูมิที่ใหญ่ ที่สุดในประเทศไทยและยังเป็นเส้นทางเชื่อมโยงสู่แหล่งท่องเที่ยวและประวัติ ศาสตร์ที่สำคัญ คือ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ด้วยนะ

จุดขายหนึ่งของ "ภูทับเบิก"ที่กลายเป็นโลโก้คู่กันไปแล้วคงเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก "กะหล่ำปลี" บนพื้นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตานับพันๆ ไร่ กินบริเวณยอดภูเขาหลายลูกนั่นล่ะ โดยมีชาวไทยภูเขาเผ่าม้งจับจองทำอาชีพแบบการเกษตรขั้นบันไดแบบวิถีชีวิตที่ พอเพียง จึงไม่น่าแปลกที่ภูทับเบิกจะถูก พัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวหน้าใหม่ ที่บรรดาคนชอบเที่ยวทั้งหลาย สรรหาเวลาว่าง หิ้วเป้ แบกกระเป๋า ไปนอนกางเต้นท์ รับลมหนาว ทอดกายมองแสงดาวระยิบระยับ ทั้งจากบนฟ้าและเบื้องล่างของผืนดิน ให้สุขใจไปตามๆ กัน
ยิ่งถ้าไปกับคนในครอบครัว เพื่อนฝูงผู้รักใคร่ คนสนิท คนรัก คนรู้ใจ ฯลฯ แล้วทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันแล้วล่ะก็ ได้อารมณ์...แบบสุดๆ
ส่วนใครที่ไม่ได้พกเต้นท์ เครื่องนอนให้ความอบอุ่นไปด้วย ไม่ต้องกังวลไป บนภูทับเบิก เขามีบริการให้เช่าครบเครื่อง ทั้งเสื่อ หมอน ฟูก ผ้าห่ม ราคาอาจสูงไปนิดหนึ่ง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าพอสมควร ส่วนห้องน้ำนั้นก็มีเพียงพอไว้สำหรับทำธุระส่วนตัว ยิ่งถ้าใครอยากสะท้านความเย็นเฉียบจนถึงทรวงล่ะก็ ขอแนะนำให้อาบน้ำกันตอนดึก หรือเช้ามืดไปเลย รับรองจี๊ดใจแน่ๆ เป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงเลยทีเดียว
ครั้นรุ่งสาง อย่ามัวแต่โอ้เอ้คุดคู้อยู่แต่ในเต้นท์เสียล่ะไม่เช่นนั้นอาจจะพลาดชมดวง ตะวัน ที่ค่อยๆ ทอแสงโผล่พ้นขอบฟ้ามาทีละนิดๆ เหมือนดั่งภาพวาดสีน้ำที่รังสรรค์โดยศิลปินเอก วันดีคืนดีก็อาจได้ชมทะเลหมอกที่ปกคลุมทั่วเบื้องหน้าด้วย งานนี้ใครไม่พกกล้องถ่ายรูปติดตัวมาบันทึกภาพความประทับใจไว้อวดคนทางบ้าน เสียดายแย่
อ้อ! ขอบอกว่า บนยอดภูทับเบิกนี้ ไม่ว่ายืนถ่ายรูปอยู่ตรงไหน ก็ให้วิวสวยงามในทุกมุมเสียไปหมดสิน่า
เมื่อดื่มด่ำสัมผัสความงามจากธรรมชาติยาม เช้าตรู่พอสมควรแล้ว หากได้จิบกาแฟ ซดน้ำชา ละเลียดโกโก้ รับประทานโจ๊ก หรือข้าวต้มร้อนๆ ควบคู่ปาท่องโก๋ กรอบๆ รองท้องเสียหน่อยคงรู้สึกดีไม่หยอก
บนภูทับเบิก มีร้านขายอาหารหลายร้าน หลากเมนูให้คนที่ไม่ได้เตรียมเสบียงได้รับประทานแก้หิว ซึ่งได้ฝีมือพ่อครัว แม่ครัวชาวม้งแท้ๆ นี่ล่ะ เป็นผู้ปรุงอาหารตามแต่จะสั่งให้เราได้อิ่มหนำกัน แถมราคาก็เหมือนทั่วไป ไม่แพงเหมือนแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อบางที่เสียด้วย
อิ่มหนำกันเสร็จก็ไปเดินย่อยท่องไร่ กะหล่ำปลี จ้องดูหัวอิ่มๆ อวบๆ กันให้เต็มตา คราวนี้ใครจะชักภาพ แอ๊บแบ๊ว เก็กแมน กันตรงไหนก็ไม่มีใครว่า ขอเพียงแต่ระหว่างทางที่เดินเลาะเข้าไป อย่าลื่นล้มไปทับกะหล่ำน้อยให้ช้ำหรือหักกันไปเสียก่อนเป็นพอ และถ้าสนใจจะซื้อกลับไปที่บ้านก็สามารถถามหาเจ้าของไร่เขาดูได้ อย่าไปขโมยตัดของเขาก็แล้วกัน
เสร็จจากการพักผ่อน จะขับรถเลาะเลี้ยวไปตามเส้นทางเพื่อไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวม้งก็ดูเข้าที ไปดูวิถีชีวิตของพวกเขากันเสียหน่อย ขอบอกว่า การขับรถเที่ยวชมในเส้นทางนี้คุณจะพบกับภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่เจ้ากะหล่ำปลีเบิกบานไปทั่ว สบายอารมณ์กันมากๆ อาจทำให้หลายคนรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งถ้าปิดแอร์ เปิดกระจกรับลมเย็นๆ ที่พัดโบกมาทางหน้าต่างด้วยนะ สุดยอด!!
ลืมบอกไป ในช่วงเทศกาลปีใหม่ทุกๆ ปี ชาวม้งเขาจะจัดงานปีใหม่แบบดั้งเดิมและมีการแสดงวัฒนธรรมด้วย เพราะฉะนั้นใครที่วางแผนจะไปเที่ยวช่วงนี้ เหมาะสุดๆ เชียวล่ะ
แนะนำเที่ยวภูทับเบิกกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ต้องมาถึงเส้นทางที่จะพาเราขึ้นไปสู่ยอดภูเขากะหล่ำปลีกันบ้าง ซึ่งถ้าหาก คุณเดินทาง จากมากรุงเทพฯ เมื่อถึง จังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านตัวเมืองไปถึงประมาณหลักกิโลเมตรที่ 258 กิโลเมตร จะมีทางแยกให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย 2278 ขับตรงไปประมาณ 10.4 กิโลเมตร จะพบสี่แยกที่บอกว่า ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปพิษณุโลก ส่วนเลี้ยวขวาจะไปอำเภอหล่มสัก แต่เราต้องขับตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 2372 ประมาณ 12.6 กิโลเมตร จากนั้น เลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงหลายเลข 2331 ขับไปตามเส้นทาง ซึ่งเป็นทางขึ้นเขา ระยะทางประมาณ 17.7 กิโลเมตรซึ่งอาจผจญทั้งโค้งหักศอก ทะแยงขึ้น-ลงไปบ้าง ทางชันหน่อย สุดท้าย ก็จะถึงยังบ้านทับเบิก ซึ่งจะพบด่านเก็บเงินค่าเยี่ยม ชมอุทยาน ให้เลี้ยวขวาไม่ต้องเข้าไปในอุทยาน แล้วขับตรงไปประมาณ 1.5 กิโลเมตรจากนั้นให้เลี้ยวขวาขึ้นไปยังจุดชมวิว ขับไปประมาณ 300 เมตรก็จะถึงลานจอดรถ จากนั้นก็เดินเท้าประมาณ 200 เมตรก็จะถึงจุดชมวิว…ภูทับเบิก
ส่วนอีกเส้นทางหนึ่ง ถ้ามา จาก อ.นครไทย ก็จะผ่านภูหินร่องกล้า แล้วเดินทางต่อไปก็จะถึงภูทับเบิก
การเดินทางไม่ยาก ไม่ง่าย แต่ก็คงไม่สุดความสามารถของผู้ที่ต้องการแสวงหาธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์อย่างแท้จริงทโยปราศจากการปรุงแต่งจากสังคมเมืองที่เต็มไป ด้วยความวุ่นวาย ปีใหม่นี้ ถ้าไม่รู้จะไปนับถอยหลังต้อนรับศักราชใหม่กันที่ใด ขอแนะนำให้ไปนอนภูทับบิกสักคืน แล้วคุณจะลืมไม่ลงเป็นแน่ คอนเฟิร์ม!!!
แหล่งข่าว: วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 08:43:23 น. มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... =01&catid=" onclick="window.open(this.href);return false;
โดย...ภูเขาดินสอ

ที่ระดับ 1,768 เมตร จากน้ำทะเลปานกลาง ณ ยอดเขาสูงสุดของ จ.เพชรบูรณ์ สายลมเย็นพัดโบกระลอกแล้วระลอกเล่า ปะทะผิวหนังให้ร่างกายสัมผัสถึงความหนาวที่แตกต่าง (เหลือเกิน) จากผืนดินเบื้องล่าง เมื่อก้าวมาถึง "ภูทับเบิก"
ภายใต้สโลแกน "นอนทับเบิก สัมผัสความหนาว ดูดาวบนดิน" ท่ามกลางขุนเขาสีเขียวบนอาณาบริเวณที่เรียกว่า "ภูทับเบิก" แม้เวลานี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังไม่ฮอตฮิตมาก สำหรับบรรรดาขาเที่ยวทั้งหลาย แต่ เชื่อว่า ถ้าใครมีโอกาสขับรถ (ขอย้ำ ต้องสภาพดีพร้อม) เลาะเลี้ยวไต่ระดับจากภาคพื้นดินในเขต จ.เพชรบูรณ์ ตามเส้นทางหลักค่อยๆ ขึ้นไปบนทางเคี้ยวคดของภูเขาลูกแล้วลูกเล่า นับๆ ดูแล้วก็แค่ 111 โค้ง (เท่านั้น) จนกระทั่งถึงที่หมายแล้วล่ะก็ รับรองติดใจทุกราย

ด้วยเพราะมีสภาพภูมิประเทศที่สวยงามครบ เครื่องด้วยธรรมชาติแบบภูเขา ป่าไม้ ทะเลหมอก ไอหนาวและอากาศบริสุทธิ์ ของภูทับเบิก ทำให้ที่แห่งนี้ มีความหนาวเย็นสบายตลอดปี อันเป็นผลพวงมาจากร่องลมเย็นจากเทือกเขาหิมาลัย ประกอบกับอยู่บนที่สูง ทำให้การยืนอยู่บนยอดสูงสุด สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบเมืองมะขามหวาน ที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาทอดยาวสลับซับซ้อนเรียงเรื่อยไปไกล ยิ่งเมื่อแสงอาทิตย์อ่อนกำลังลาลับขอบฟ้า ความมืดค่อยๆ คืบคลานเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ได้สัมผัสความหนาวยะเยือกแบบสุดขั้วตับได้ใจโจ๋เท่านั้น
นอกจากนี้ ภูทับเบิก ยังเป็นสถานที่ที่มีเครื่องวัดอุณหภูมิที่ใหญ่ ที่สุดในประเทศไทยและยังเป็นเส้นทางเชื่อมโยงสู่แหล่งท่องเที่ยวและประวัติ ศาสตร์ที่สำคัญ คือ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ด้วยนะ

จุดขายหนึ่งของ "ภูทับเบิก"ที่กลายเป็นโลโก้คู่กันไปแล้วคงเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก "กะหล่ำปลี" บนพื้นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตานับพันๆ ไร่ กินบริเวณยอดภูเขาหลายลูกนั่นล่ะ โดยมีชาวไทยภูเขาเผ่าม้งจับจองทำอาชีพแบบการเกษตรขั้นบันไดแบบวิถีชีวิตที่ พอเพียง จึงไม่น่าแปลกที่ภูทับเบิกจะถูก พัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวหน้าใหม่ ที่บรรดาคนชอบเที่ยวทั้งหลาย สรรหาเวลาว่าง หิ้วเป้ แบกกระเป๋า ไปนอนกางเต้นท์ รับลมหนาว ทอดกายมองแสงดาวระยิบระยับ ทั้งจากบนฟ้าและเบื้องล่างของผืนดิน ให้สุขใจไปตามๆ กัน
ยิ่งถ้าไปกับคนในครอบครัว เพื่อนฝูงผู้รักใคร่ คนสนิท คนรัก คนรู้ใจ ฯลฯ แล้วทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันแล้วล่ะก็ ได้อารมณ์...แบบสุดๆ
ส่วนใครที่ไม่ได้พกเต้นท์ เครื่องนอนให้ความอบอุ่นไปด้วย ไม่ต้องกังวลไป บนภูทับเบิก เขามีบริการให้เช่าครบเครื่อง ทั้งเสื่อ หมอน ฟูก ผ้าห่ม ราคาอาจสูงไปนิดหนึ่ง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าพอสมควร ส่วนห้องน้ำนั้นก็มีเพียงพอไว้สำหรับทำธุระส่วนตัว ยิ่งถ้าใครอยากสะท้านความเย็นเฉียบจนถึงทรวงล่ะก็ ขอแนะนำให้อาบน้ำกันตอนดึก หรือเช้ามืดไปเลย รับรองจี๊ดใจแน่ๆ เป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงเลยทีเดียว
ครั้นรุ่งสาง อย่ามัวแต่โอ้เอ้คุดคู้อยู่แต่ในเต้นท์เสียล่ะไม่เช่นนั้นอาจจะพลาดชมดวง ตะวัน ที่ค่อยๆ ทอแสงโผล่พ้นขอบฟ้ามาทีละนิดๆ เหมือนดั่งภาพวาดสีน้ำที่รังสรรค์โดยศิลปินเอก วันดีคืนดีก็อาจได้ชมทะเลหมอกที่ปกคลุมทั่วเบื้องหน้าด้วย งานนี้ใครไม่พกกล้องถ่ายรูปติดตัวมาบันทึกภาพความประทับใจไว้อวดคนทางบ้าน เสียดายแย่
อ้อ! ขอบอกว่า บนยอดภูทับเบิกนี้ ไม่ว่ายืนถ่ายรูปอยู่ตรงไหน ก็ให้วิวสวยงามในทุกมุมเสียไปหมดสิน่า
เมื่อดื่มด่ำสัมผัสความงามจากธรรมชาติยาม เช้าตรู่พอสมควรแล้ว หากได้จิบกาแฟ ซดน้ำชา ละเลียดโกโก้ รับประทานโจ๊ก หรือข้าวต้มร้อนๆ ควบคู่ปาท่องโก๋ กรอบๆ รองท้องเสียหน่อยคงรู้สึกดีไม่หยอก
บนภูทับเบิก มีร้านขายอาหารหลายร้าน หลากเมนูให้คนที่ไม่ได้เตรียมเสบียงได้รับประทานแก้หิว ซึ่งได้ฝีมือพ่อครัว แม่ครัวชาวม้งแท้ๆ นี่ล่ะ เป็นผู้ปรุงอาหารตามแต่จะสั่งให้เราได้อิ่มหนำกัน แถมราคาก็เหมือนทั่วไป ไม่แพงเหมือนแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อบางที่เสียด้วย
อิ่มหนำกันเสร็จก็ไปเดินย่อยท่องไร่ กะหล่ำปลี จ้องดูหัวอิ่มๆ อวบๆ กันให้เต็มตา คราวนี้ใครจะชักภาพ แอ๊บแบ๊ว เก็กแมน กันตรงไหนก็ไม่มีใครว่า ขอเพียงแต่ระหว่างทางที่เดินเลาะเข้าไป อย่าลื่นล้มไปทับกะหล่ำน้อยให้ช้ำหรือหักกันไปเสียก่อนเป็นพอ และถ้าสนใจจะซื้อกลับไปที่บ้านก็สามารถถามหาเจ้าของไร่เขาดูได้ อย่าไปขโมยตัดของเขาก็แล้วกัน
เสร็จจากการพักผ่อน จะขับรถเลาะเลี้ยวไปตามเส้นทางเพื่อไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวม้งก็ดูเข้าที ไปดูวิถีชีวิตของพวกเขากันเสียหน่อย ขอบอกว่า การขับรถเที่ยวชมในเส้นทางนี้คุณจะพบกับภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่เจ้ากะหล่ำปลีเบิกบานไปทั่ว สบายอารมณ์กันมากๆ อาจทำให้หลายคนรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งถ้าปิดแอร์ เปิดกระจกรับลมเย็นๆ ที่พัดโบกมาทางหน้าต่างด้วยนะ สุดยอด!!
ลืมบอกไป ในช่วงเทศกาลปีใหม่ทุกๆ ปี ชาวม้งเขาจะจัดงานปีใหม่แบบดั้งเดิมและมีการแสดงวัฒนธรรมด้วย เพราะฉะนั้นใครที่วางแผนจะไปเที่ยวช่วงนี้ เหมาะสุดๆ เชียวล่ะ
แนะนำเที่ยวภูทับเบิกกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ต้องมาถึงเส้นทางที่จะพาเราขึ้นไปสู่ยอดภูเขากะหล่ำปลีกันบ้าง ซึ่งถ้าหาก คุณเดินทาง จากมากรุงเทพฯ เมื่อถึง จังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านตัวเมืองไปถึงประมาณหลักกิโลเมตรที่ 258 กิโลเมตร จะมีทางแยกให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาย 2278 ขับตรงไปประมาณ 10.4 กิโลเมตร จะพบสี่แยกที่บอกว่า ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไปพิษณุโลก ส่วนเลี้ยวขวาจะไปอำเภอหล่มสัก แต่เราต้องขับตรงไปตามทางหลวงหมายเลข 2372 ประมาณ 12.6 กิโลเมตร จากนั้น เลี้ยวซ้ายเข้าถนนทางหลวงหลายเลข 2331 ขับไปตามเส้นทาง ซึ่งเป็นทางขึ้นเขา ระยะทางประมาณ 17.7 กิโลเมตรซึ่งอาจผจญทั้งโค้งหักศอก ทะแยงขึ้น-ลงไปบ้าง ทางชันหน่อย สุดท้าย ก็จะถึงยังบ้านทับเบิก ซึ่งจะพบด่านเก็บเงินค่าเยี่ยม ชมอุทยาน ให้เลี้ยวขวาไม่ต้องเข้าไปในอุทยาน แล้วขับตรงไปประมาณ 1.5 กิโลเมตรจากนั้นให้เลี้ยวขวาขึ้นไปยังจุดชมวิว ขับไปประมาณ 300 เมตรก็จะถึงลานจอดรถ จากนั้นก็เดินเท้าประมาณ 200 เมตรก็จะถึงจุดชมวิว…ภูทับเบิก
ส่วนอีกเส้นทางหนึ่ง ถ้ามา จาก อ.นครไทย ก็จะผ่านภูหินร่องกล้า แล้วเดินทางต่อไปก็จะถึงภูทับเบิก
การเดินทางไม่ยาก ไม่ง่าย แต่ก็คงไม่สุดความสามารถของผู้ที่ต้องการแสวงหาธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์อย่างแท้จริงทโยปราศจากการปรุงแต่งจากสังคมเมืองที่เต็มไป ด้วยความวุ่นวาย ปีใหม่นี้ ถ้าไม่รู้จะไปนับถอยหลังต้อนรับศักราชใหม่กันที่ใด ขอแนะนำให้ไปนอนภูทับบิกสักคืน แล้วคุณจะลืมไม่ลงเป็นแน่ คอนเฟิร์ม!!!
แหล่งข่าว: วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 08:43:23 น. มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... =01&catid=" onclick="window.open(this.href);return false;