4 บิ๊กท่องเที่ยว เผยกลยุทธ์ธุรกิจท่องเที่ยวไทยปีขาลรุ่ง

ข่าวกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย สิบสองปันนา เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง
Post Reply
Sam
Site Admin
Posts: 1786
Joined: Sun Mar 11, 2007 9:03 pm
Location: เชียงราย
Contact:

4 บิ๊กท่องเที่ยว เผยกลยุทธ์ธุรกิจท่องเที่ยวไทยปีขาลรุ่ง

Post by Sam »

Image

"จากแนวโน้มของสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เริ่มกระเตื้องขึ้นในช่วงไฮซีซันนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการท่องเที่ยวในปี 2553 แต่ก็ยังนอนใจไม่ได้ เพราะยังมีปัจจัยลบภายนอกรุมเร้าอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความวุ่นวายของการเมืองไทยที่พร้อมจะประทุขึ้นมาทุกเมื่อ ปัญหาการล้มละลายของประเทศต่างๆในยุโรป และการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ยังนอนใจไม่ได้ ซึ่งธุรกิจท่องเที่ยวจะรับมือต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและมีกลยุทธ์ในการส่ง เสริมการท่องเที่ยวในปีนี้อย่างไร อ่านได้จากมุมมองของ 4 ผู้นำด้านการท่องเที่ยวไทยทั้งภาครัฐและเอกชน"

การเมืองอย่าแทรกแซง
นายชนินทธ์ โทณวณิก กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า แม้ในปีนี้การท่องเที่ยวไทยจะเริ่มฟื้นตัว แต่ก็คงจะยังไม่กลับมาเทียบเท่ากับตอนปกติอย่างเมื่อปี 2550 ซึ่งจากการประเมินในปีหน้า การขยายตัวด้านการท่องเที่ยวของไทยน่าจะเพิ่มขึ้นราว15-20% เมื่อเทียบกับปี 2552 แต่ก็จะยังคงต่ำกว่าปี 2550 อยู่ประมาณ 5-10% และในปี 2554 คาดว่าสถานการณ์จะกลับมาดีเท่ากับปี 2550

ทั้งนี้ผลการประเมินที่เกิดขึ้น พิจารณาจากความคาดหวังว่าจะไม่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองของไทยถึงขั้น รุนแรง และแนวโน้มการจองห้องพักที่ยังไม่เห็นการจองล่วงหน้านานสักเท่าไหร่ รวมถึงปัญหาของเศรษฐกิจ ที่แม้เศรษฐกิจโลกในภาพรวมจะดีขึ้น แต่เศรษฐกิจในยุโรปที่ยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะการล้มละลายของบางประเทศ เช่น กรีซ,ไอร์แลนด์ และพวกกลุ่มอีสเทิร์นยุโรป ซึ่งประเทศที่มีปัญหาเหล่านี้อาจฉุดให้เศรษฐกิจในยุโรปโดยรวมเกิดปัญหาซึ่ง ยุโรปถือเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวไทย ขณะที่ปัญหาการเมืองก็ยังคงเป็นปัจจัยลบต่อการท่องเที่ยวไทยที่ยังต้องเฝ้า ระวัง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นหมายถึง ในปีหน้าการท่องเที่ยวที่น่าจะเพิ่มขึ้น10-15% ก็เป็นเพียงการเติบโตในลักษณะชะลอตัว ไม่ได้เป็นการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นจากฐานการท่องเที่ยวในปี 2550 ทำให้ในปี 2553 ภาคธุรกิจก็ยังคงต้องเน้นการทำตลาดอย่างหนักทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ที่ก็ยังคงต้องทำต่อเนื่อง รวมไปถึงประเทศที่เศรษฐกิจดี ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย จีน อินเดีย และประเทศต่างๆในเอเชีย ซึ่งการทำตลาดต้องเน้นการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายโดยเฉพาะการทำตลาดในโลกออ นไลน์ ทั้งยังต้องเน้นเรื่องการลดค่าใช้จ่าย
ขณะที่การลงทุนในเรื่องการปรับปรุงโรงแรมก็ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบไทยโดย เฉพาะกลุ่มโรงแรมที่เจ้าของบริหารเอง และโรงแรมระดับ 2-4 ดาวต้องให้ความสำคัญ เพราะแนวโน้มการขยายตัวของกลุ่มโรงแรมเชนจากต่างประเทศก็ยังคงมีเพิ่มขึ้น ต่อเนื่องในโรงแรมทุกระดับ ทำให้เกิดการแข่งขันสูง ส่วนกลยุทธ์ของกลุ่มโรงแรมไทยขนาดใหญ่อย่างดุสิต ก็จะยังคงเน้นการขยายการรับบริหารโรงแรมในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการขยายฐานรายได้และกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ยังอยากจะฝากถึงรัฐบาล โดยเฉพาะคนแถวสุพรรณบุรี ว่าเลิกให้เข้ามาแทรกแซงการทำงานในการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท. เหมือนปีที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้ททท.ทำงานได้เต็มที่ และเป็นทิศทางที่องค์กรต้องการ และเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย มากกว่าต้องทำงานสนองนโยบายการเมือง เพราะไหนๆททท.ก็มีผู้ว่าการแล้ว

ขณะเดียวกันหน่วยงานด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยก็ต้องหาจุดยืนให้แน่ ว่านโยบายหลักในการทำงาน ต้องเน้นเรื่องการตลาดเป็นสำคัญ การทำงานต้องทำร่วมกันให้ได้ระหว่างททท. การบินไทย และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน)หรือสสปน.ไม่ใช่ ต่างคนต่างทำงานอย่างที่ผ่านมา และดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือทอท.,สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มาร่วมทำงาน ซึ่งต้องเริ่มทำในปีหน้า เพื่อจะได้เห็นผลในปีถัดไป
โดยอาจจะตั้งเป็นคณะกรรมการขนาดไม่เกิน10-15 คนเพื่อวางนโยบายและทำงานในการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน การทำงานในลักษณะนี้จะทำให้เกิดผลต่อการท่องเที่ยวได้จริง มากกว่าปัจจุบันที่มีคณะกรรมการด้านการท่องเที่ยวมีรัฐมนตรีเป็นประธาน เรียกประชุมที่มีหน่วยงานเกี่ยวข้องกว่า 100 คน ทำให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบที่ผ่านมาก็เลยมีปัญหามาโดยตลอด มีแต่นโยบายแต่ทำไม่ได้และล่าช้า ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที เพราะสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวในโลกยุคปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยน แปลงอยู่ตลอดเวลา

เพิ่มYield 2.10บาทต่อกม.
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าเป้าหมายทางธุรกิจของการบินไทยในปี2553 ตั้งเป้าไว้ว่าการบินไทยจะต้องเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อกิโลเมตรหรือYield ในปี 2553 ให้เป็น 2.10 บาทต่อกิโลเมตร เพื่อทำให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งเดินตามนโยบาย Mission TG100 หรือภารกิจสู่เป้าหมายการบินไทยเป็นบริษัทที่ดำเนินการถึง 100 ปี

เนื่องจากในปี 2553 เป็นปีที่การบินไทยจะดำเนินการครบ 50 ปี ซึ่งหากการบินไทยสามารถดำเนินการครบ 100 ปีจะเป็นองค์กรที่มีความมั่นคงอย่างมาก โดยการบินไทยต้องมีความเข้มแข็งและยั่งยืนทางธุรกิจ ซึ่งจะเน้นใน 3 ประการ คือ 1) องค์กรที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะต้องมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สนองความต้องการของลูกค้า 2) องค์กรที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน มีบริการที่ดี 3)เป็นองค์กรที่มีความคล่องตัว สามารถปรับตัวตามความผันผวนของอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้องค์กรจะต้องมีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแรง โดยต้องอาศัยการเพิ่มทุนและการยืดระยะเวลาหนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีหนี้สินสะสม 1.6 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้น 5-6 ปี ไม่สอดคล้องกับอายุการใช้งานของเครื่องบินที่อยู่ที่เฉลี่ย 20 ปี ส่งผลให้มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนถึง 3 ต่อ 1 และในปี 2553 บริษัทมีหนี้สินที่ต้องชำระมากถึง 2.9 หมื่นล้านบาท การดำเนินการต่อจากนี้จึงจำเป็นจะต้องยืดเวลาหนี้ให้ยาวขึ้น เพื่อให้บริษัทสามารถบริหารงานได้อย่างคล่องตัว

รวมไปถึงการเสนอให้กระทรวงการคลังเพิ่มทุนในสัดส่วน 50% ของมูลค่าทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้การบินไทยยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้นที่ 51% โดยจะเพิ่มทุนให้เสร็จภายในปี 2553 เพื่อนำมาลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ที่จะมีการจัดหาเครื่องบินใหม่ 15 ลำ และจ่ายค่าเครื่องบินแอร์บัสเอ380 และเอ330 ทั้งการบินไทยยังจะวางกลยุทธ์เพื่อรองรับกับสถานการณ์ทางการบินที่เริ่มดี ขึ้น เห็นได้จากตัวเลขในช่วงไตรมาส 4 ที่มีการขยายตัวของผู้โดยสารและยอดการขายตั๋วเพิ่มขึ้น การให้บริการคลังสินค้าหรือคาร์โก
อีกทั้งยังคาดว่าปี 2553 เศรษฐกิจจะดีขึ้น การบินไทยจึงต้องเร่งปรับปรุงการดำเนินการเพื่อให้ดีที่สุด ทั้งในส่วนที่สามารถดำเนินการได้เร็ว เช่น ฝ่ายลูกเรือ ครัวการบินไทย ซึ่งสามารถปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนเมนูอาหาร ระบบความบันเทิง การปรับปรุงที่นั่งบนเครื่องจำนวน 18 ลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่น 747 จำนวน 12 ลำ และเครื่องบินรุ่น 777 จำนวน 6 ลำ มีระยะเวลา 2 ปี มูลค่าการปรับปรุงประมาณ 5,000 ล้านบาท จะเริ่มดำเนินการในปี 2553 นอกจากนี้จะต้องมีการเพิ่มช่องทางขายตั๋ว และปรับปรุงระบบไอที อินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นแผน 4 ปี ที่จะใช้ระบบเช็กอินออนไลน์มาแทนเพื่อช่วยลดรายจ่ายของใช้บุคลากร

นอกจากนี้การบินไทยจะเน้นร่วมมือกับนกแอร์และสายการบินของไทยอื่นๆ เพื่อให้มีความเข้มแข็งสามารถต่อรองกับสายการบินต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาการบินไทยยังไม่มีความร่วมมือทางการบินกับสายการบินอื่นๆ ในประเทศเท่าที่ควร เพื่อให้การแข่งขันกับสายการบินต่างประเทศหรือสายการบินไทยสัญชาติอื่นได้
ในส่วนของการลดรายจ่ายในปีนี้ก็ยังจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อาทิการลดการจ้างงานเอาต์ซอร์ซ และจะลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การลดคุณภาพโรงแรมที่พักลูกเรือ การปรับสิทธิพิเศษของฝ่ายบริหารในการเดินทาง เช่น อาจจะลดเรื่องการเดินทางไปรับเครื่องบินใหม่ เป็นต้น รวมถึงการจัดโครงการพร้อมใจจากองค์กร เพื่อให้บริษัทสามารถลดรายจ่ายได้ในอนาคต

ลดค่าฟีเพิ่มไฟลต์บินเข้าไทย
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือทอท. กล่าวว่าหากไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงจากปัญหาการเมืองในไทย แนวโน้มเที่ยวบินในปี 2553 ทอท.คาดว่าจะมีเที่ยวบินเข้าไทยในทุกท่าอากาศยานที่ทอท.รับผิดชอบอยู่ ใกล้เคียงกับช่วงปี 2550 คือจะต้องรองรับผู้โดยสารราว 50 กว่าล้านคน(รวมทุกท่าอากาศยาน) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เริ่มกระเตื้องขึ้น

ดังนั้นในปีนี้ทอท.ก็จะยังคงออกมาตรการด้านการตลาด ในการส่งเสริมให้สายการบินโปรโมตให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ว่าจะให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมในการขึ้น-ลง อากาศยานที่มากขึ้นตามจำนวนผู้โดยสารที่สายการบินนั้นๆนำผู้โดยสารมาเที่ยว ไทย ซึ่งเฉลี่ยแล้วลดลงสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งแม้ทอท.จะได้ค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ลดลง แต่จะมีรายได้ในส่วนของค่าธรรมเนียมในสนามบินหรือพีเอสซี จากผู้โดยสารเพิ่มขึ้น รายได้เชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นจากยอดขายของธุรกิจต่างๆในสนามบินที่มีมาก ขึ้น และส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวไทยโดยรวมที่จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น
ส่วนแผนการพัฒนาสนามบินในปีนี้ ทอท.จะเริ่มดำเนินการขยายสนามบินภูเก็ต มูลค่าการลงทุนราว 5,790 ล้านบาท การเสนอครม.พิจารณาโครงการขยายขีดความสามารถสนามสุวรรณภูมิ มูลค่าการลงทุนกว่า 8 หมื่นล้านบาท รวมการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในประเทศ การเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาดำเนินการพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบิน สุวรรณภูมิ และการสนับสนุนแนวทางการใช้ประโยชน์สนามบินดอนเมือง

ปั๊มรายได้ 5.7 แสนล.
นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท. กล่าวว่าเป้าหมายการทำงานในปีนี้ของททท. มีความตั้งใจที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทย จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ7-10 เมื่อเทียบกับปี 2552 หรือคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า15 ล้านคน คาดว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ที่560,000-570,000 ล้านบาท ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศของคนไทย น่าจะอยู่ที่ 90 ล้านคน/ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียน 430,000 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์ท่องเที่ยวโดยรวมดีขึ้น หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง

ส่วนแผนการทำงานจะเน้นใน 4 เรื่อง คือ การให้ความสำคัญกับดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง, การเร่งสร้างแบรนด์ประเทศไทยให้แข็งแกร่ง ,การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และการวางระบบบริหารภาวะวิกฤติที่มีประสิทธิภาพ ส่วนการทำตลาด ททท.ได้รับงบประมาณในปีนี้อยู่ที่4,549 ล้านบาท จะเน้นส่งเสริมตลาดต่างประเทศ 2,489 ล้านบาท เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของไทยในภูมิภาคเอเชีย การฟื้นฟูภาพลักษณ์เชิงบวกของไทยในการสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว การขยายฐานนักท่องเที่ยวในกลุ่มระดับบน การพัฒนาระบบสารสนเทศให้เป็นช่องทางหลักในการส่งเสริมตลาด

ขณะที่การส่งเสริมตลาดในประเทศ ใช้งบ1,327 ล้านบาท เน้นสร้างทัศนคติให้คนไทยรู้สึกว่าการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว ภายใต้แคมเปญ "เมืองไทยใครๆก็รัก" ในโอกาสที่ในปีนี้ททท.จะครบรอบ 50 ปี และงบสนับสนุนการดำเนินงานการตลาด 732 ล้านบาท

ทั้งหมดล้วนเป็นกลยุทธ์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศในปีขาล จากมุมมองของ 4 บิ๊กผู้นำในแวดวงท่องเที่ยวไทย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,493 3-6 มกราคม พ.ศ. 2553 http://www.thannews.th.com/index.php?op ... Itemid=448" onclick="window.open(this.href);return false;