Page 1 of 1

เชียงราย เมืองแห่งมรดกทางวัฒนธรรม เมืองแห่งอาร์ตแกลลอรี่

Posted: Fri Feb 12, 2010 3:40 pm
by Sam
เชียงราย เมืองแห่งมรดกทางวัฒนธรรม เมืองแห่งอาร์ตแกลลอรี่ ภายใต้แนวคิด Culture Industry โดย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กล่าวไว้ในบทความที่เขียนไว้เมื่อปี 2552 ว่า
จังหวัดเชียงราย ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของกรณีศึกษาของ Culture Industry ที่น่าจะไปได้ดี ปัจจุบันภาพเมืองเชียงรายที่เห็นได้พัฒนาและกลายเป็น "เมืองแห่งแกลลอรี่" ไปบ้างแล้ว โดยมีภาคเอกชนนำร่องไปก่อน เนื่องจากมีแม่เหล็กตัวใหญ่ คือ คุณถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดังเป็นผู้บุกเบิก นำผลงานมาแสดงและสร้างงานให้คนท้องถิ่นเกิดรายได้ เท่าที่ทราบตอนนี้เริ่มมีอาจารย์ท่านอื่นๆ ก็เริ่มไปเปิดแกลลอรี่ที่เชียงรายมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นข่าวดีท่ามกลางกระแสวิกฤติเศรษฐกิจ
ถึงแม้จะเป็นบทความเก่าจากเมื่อปีที่แล้ว แต่เห็นว่าเป็นแนวคิดที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย จึงนำมาขยายความต่อ
จะดีมากแค่ไหน ถ้าเราสามารถสร้างเศรษฐกิจไทยในกระแสใหม่ได้สำเร็จ

วิกฤติก็วิกฤติเถอะ ผมเชื่อว่า...เรารอด เพราะรากฐานทางวัฒนธรรมของสังคมไทยเราเด่นชัดมาก ถ้าผู้ประกอบการเราเข้าใจและสามารถนำมาเชื่อมโยงปรับเป็นจุดขาย โดยสะท้อนให้เห็นถึงการสั่งสมความมั่งคั่งทางภูมิปัญญาของคนไทยในอดีต ผมมั่นใจครับว่า เราไม่เคยน้อยหน้าใคร

แต่เรามีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ฐานธุรกิจที่มาจาก "ความคิดสร้างสรรค์" นั้นคืออะไร อย่างการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือการประยุกต์ด้วยนวัตกรรมก็เป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้เราเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ สามารถผลิตสินค้าและบริการที่โดนใจตลาดโลกได้

ถ้าเราเข้าใจตรงนี้แล้ว และมีคนช่วยเชียร์เยอะๆ คนไทยก็จะหันมาให้ความสนใจเรื่อง Creative Economy กันมากขึ้น และให้คิดเสียว่าเรื่องเหล่านี้สามารถช่วยผู้ประกอบการทำมาค้าขายได้ดี ตรงจุดนี้ประเทศชาติก็ได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น การผลักดันความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็น "วาระแห่งชาติ" จึงเป็นสิ่งจำเป็น

เดิมทีเดียว "วาระแห่งชาติ" ของประเทศไทย จะเน้นหนักไปที่ธุรกิจเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญ ที่ผ่านมาเราก็ทำได้ดี ทั้งในแง่ปริมาณ คนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนิคมอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

แต่เวลานี้ ในโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก กระแสของโลกสมัยใหม่กำลังเลี้ยวเข้าสู่ตลาดธุรกิจที่มาจากพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก เราจึงต้องพยายามผลักดันให้วาระแห่งชาติเกิดขึ้นให้ได้ เพื่อสร้างความตื่นตัวและเป็นแนวทางให้ภาคเอกชนเดินหน้าอย่างถูกต้องและถูกใจตลาด กระทรวงพาณิชย์ แทนที่จะทำหน้าที่จัดโควตา ก็ปรับเป็นกระทรวงส่งเสริมการส่งออก ซึ่งเป็นกรมที่มีศักดิ์มีศรี และมีความสำคัญยิ่งกับวาระแห่งชาติที่กล่าวถึง

เรามาถามต่อว่า ธุรกิจสร้างสรรค์ที่จะทำเป็นวาระแห่งชาติหมายถึงอะไร ใช่หรือไม่ หรือถ้ายังไม่ทำ อยากทำไหม นี่ก็จะโยงมาถึงสิ่งที่เราพูดกันมาตั้งแต่แรก นั่นคือ Culture Industry ที่ผ่านมา ผมย้ำไปหลายครั้งแล้วว่า ถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยจะต้อง "ต่อยอด" จากสังคมอุตสาหกรรม มาเป็นสังคมแห่งวัฒนธรรม

ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมไทยนั้น น่าสนใจและมีคุณค่ามาก ผมเชื่อว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถนำมาต่อยอดให้เข้ากับตลาดท่องเที่ยวได้ ผลที่ตามมาเราก็จะได้ตลาดใหม่ที่เกี่ยวเนื่องทั้งเรื่องที่พัก ภัตตาคาร และขายของที่ระลึก โดยประยุกต์ดัดแปลงให้ดูดี มีรสนิยม ถ้าทำได้ เราก็โชว์ได้

กิจกรรม หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลประกาศสนับสนุน เพื่อมุ่งสู่การทำธุรกิจบนความคิดสร้างสรรค์ ถามว่า เรามีความพร้อมมากไหม ผมว่า มีมากนะครับ และที่เห็นอยู่ก็มีหลายแห่งกำลังทำและทำได้ดีด้วย อาทิเช่น อยุธยา สุโขทัย เป็นแหล่งมรดกวัฒนธรรมไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติชอบมากๆ ผมเองก็ภูมิใจกับของดีมีอยู่

แต่มีบางจุดเราอาจเสริมเข้าไป เพื่อให้เกิดคุณค่าในเรื่องการต่อยอด ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงจากสุโขทัยมาอยุธยานั้น เปลี่ยนไปทางไหน ผ่านเมืองอะไรมาบ้าง นี่คือจุดต่อเนื่อง เราก็ควรพัฒนาจุดต่อเนื่องนี้ให้เป็นไปในลักษณะเชื่อมโยงเรื่องสถานที่ได้

ส่วนธุรกิจในข่ายศิลปะการแสดง หรือการชม อาทิเช่น รูปภาพ งานแกะสลัก งานศิลป์ที่เป็นวิช่วลอาร์ท หรือเพอร์ฟอร์มมิ่งอาร์ท เรามีของดีแบบนี้เยอะมากเลยครับ หากเราจัดระบบจัดการที่ดี "ของดี" ที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศไทย เราก็สามารถพัฒนาให้เป็น "เมืองแห่งแกลลอรี่" ได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่ผมเคยไปดู เขาสนับสนุนแกลลอรี่เป็นอาชีพชัดเจน แถมมีกิจกรรมที่ต่อเนื่องด้วย อย่างเวลามีงานแกลลอรี่ ก็มีเรื่องการท่องเที่ยวเข้ามาเชื่อมโยงโดยขายเมืองอูบุตไปด้วย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทาง จากแกลลอรี่นั้นไปแกลลอรี่นี้ได้สะดวก ถือเป็นหมู่บ้านแกลลอรี่ที่ดีมาก

ถามว่าประเทศไทย ทำได้หรือไม่ ผมตอบได้เลย ทำได้ครับ จังหวัดเชียงราย ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของกรณีศึกษาของ Culture Industry ที่น่าจะไปได้ดี ปัจจุบันภาพเมืองเชียงรายที่เห็นได้พัฒนาและกลายเป็น "เมืองแห่งแกลลอรี่" ไปบ้างแล้ว โดยมีภาคเอกชนนำร่องไปก่อน เนื่องจากมีแม่เหล็กตัวใหญ่ คือ คุณถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดังเป็นผู้บุกเบิก นำผลงานมาแสดงและสร้างงานให้คนท้องถิ่นเกิดรายได้ เท่าที่ทราบตอนนี้เริ่มมีอาจารย์ท่านอื่นๆ ก็เริ่มไปเปิดแกลลอรี่ที่เชียงรายมากขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นข่าวดีท่ามกลางกระแสวิกฤติเศรษฐกิจ

ผมมาคิดต่อ ถ้าเราจัดเรื่องพวกนี้ให้เป็นกรุ๊ป ทำแผนที่ แกลลอรี่แมป ขึ้นมา เหมือนเมืองอูบุตในบาหลี อินโดนีเซีย เป็นเครื่องมือบอกข้อมูลข่าวสารแก่นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ ว่า ถนนนี้ มีเรื่องนี้ ถนนนั้นมีเรื่องนั้น คนที่ไปชมก็จะนึกภาพรวมออก และรู้จุดมุ่งหมายว่า ควรจะไปชมไปซื้ออะไรได้ที่ไหน ซึ่งเมืองเชียงใหม่ก็สามารถพัฒนาเป็นเมืองแกลลอรี่ได้เช่นกัน และควรทำแผนที่แผนผังให้เป็นเรื่องชัดเจน เพราะที่นี่ก็มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมมาแต่โบราณกาล

ในความเห็นผม ศิลปินไทย และอินโดนีเซีย ไม่ต่างกันเลย เพราะทุกอย่างได้รับอิทธิพลมาจากประเทศตะวันตกเหมือนกัน ศิลปินไทยที่วาดภาพได้หลายมิติ ล้วนร่ำเรียนมาจากอาจารย์ศิลป์ พีระศรี สมัยก่อนไม่มีมิติ เป็นแบบแบนๆ ศิลปะเหล่านี้เราได้จากอิตาลี ส่วนอินโดนีเซียเขาได้จากเยอรมนี ซึ่งมาจากเรเนซองเหมือนกัน ที่ต่าง คือ "โลคัล ซีน" เท่านั้น

ล่าสุด เวลานี้ที่เวียดนามก็มีสตรีท แกลลอรี่แล้ว เป็นภาคเอกชนที่ทำกันเอง รัฐบาลเขาไม่ได้เข้าไปช่วย เพียงทำแผนผังให้เป็นระบบ ส่วนเอกชนเขาต่างคนต่างขาย หรืออย่างประเทศจีนก็มีศูนย์กลางแกลลอรี่ที่ดีมาก เปิดโอกาสให้ศิลปินมาร่วมงานขายของ รัฐจัดสถานที่ให้ โดยใช้พื้นที่ไม่มาก แต่เอามาพัฒนาสร้างประโยชน์ได้มาก

สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้นอกห้องเรียนที่คนไทยควรศึกษา ยิ่งถ้าเราช่วยกันยกระดับความสำคัญของเศรษฐกิจ โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจบนความคิดสร้างสรรค์ และจัดระบบให้เป็น "วาระแห่งชาติ" แล้ว

ความสำเร็จก็อาจอยู่แค่เอื้อม!

บทความโดย: ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 (http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q ... ly17p2.htm" onclick="window.open(this.href);return false;)

Re: เชียงราย เมืองแห่งมรดกทางวัฒนธรรม เมืองแห่งแกลลอรี่

Posted: Fri Feb 12, 2010 3:49 pm
by Sam
จริงๆ เชียงรายมีศิลปินดังมากมายหลายท่าน และมีหอศิลป์กระจายอยู่หลายที่รอบจังหวัดเชียงราย เช่น

====
Imageหอศิลป์ไตยวน ตั้งอยู่เลขที่ 250 หมู่ 15 ถนนราชโยธา ซอย 3 ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นสถานที่จัดแสดงผลงานศิลปะของอาจารย์ฉลอง พินิจสุวรรณ ศิลปินด้านทัศนศิลป์ที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย ตลอดจนงานศิลปะอื่นๆ ของชาวไตยวน หรือชาวพื้นเมือง โทรศัพท์ 053-712137 เปิดพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00-17.30 น. ฉลอง พินิจสุวรรณ เป็นคนจังหวัดเชียงรายตั้งแต่กำเนิด ศิลปินอิสระผู้สร้างผลงานศิลปะอย่างมากมาย ซึ่งอดีตเป็นอาจารย์สอนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงในจังหวัดเชียงรายที่ อายุราชการ รวมถึง 28 ปี ศิลปินผู้นี้เป็นที่รู้จักอย่างดีในแวดวงศิลปกรรม ปัจจุบันเป็นเจ้าของหอศิลป์เล็กๆ ที่แฝงไว้ด้วยเสน่ห์ของล้านนาชื่อว่า "หอศิลป์ไตยวน" อันหมายถึงชนเผ่าหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในภาคเหนือ ตอนบนของประเทศไทย มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง หรือที่คนปัจจุบันเรียกกันว่า "คนเมือง" คนไตยวน ได้ค่อยๆ เลือนหายไป คนรุ่นใหม่คิดกันเพียงแค่ว่า คนไตยวนเชียงแสนนั้นได้ถูกกวาดต้อนไปหมดแล้ว ไปอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น เชียงใหม่ ลำปาง น่าน เวียงจันทร์ สระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2347 แต่หารู้ไม่ว่าคนไตยวนที่ถูกอพยพไปเมื่อครั้งนั้น ได้ย้อนกลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนของตนอีกครั้งหนึ่ง โดยอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ อาจราย์ฉลอง การที่ได้ตั้งชื่อหอศิลป์แห่งนี้ว่า "หอศิลป์ไตยวน" ก็เพื่อไม่ให้ลืมเลือนชาติพันธุ์ของตนเอง สำหรับสามเหลี่ยมหน้าจั่วที่นำเอามาเป็น รูปสัญลักษณ์นั้น ก็ได้มาจากสุภาษิตไทยที่ว่า "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา" ประโยชน์ของหอศิลป์ดังกล่าวก็เพื่อเป็น แหล่งเรียนรู้ในด้านศิลปะและวัฒนธรรมภูมิปัญยาท้องถิ่นทั้งในอดีต ปัจจุบัน และแบบร่วมสมัยให้กับคนในท้องถิ่นได้ศึกษาเรียนรู้และหาประสบการณ์ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริม กิจกรรมทางด้านศิลปะให้กับเยาวชน รวมถึงเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนทัศนะความคิดเห็นต่างๆ ทางด้านศิลปกรรมและวรรณกรรมระหว่างคนทำงานด้านศิลปะ กับผู้ที่เสพงานศิลปะ แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็เอื้อประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างดี http://province.m-culture.go.th/chiangr ... hp?c_id=99" onclick="window.open(this.href);return false;

Re: เชียงราย เมืองแห่งมรดกทางวัฒนธรรม เมืองแห่งแกลลอรี่

Posted: Fri Feb 12, 2010 3:52 pm
by Sam
Image
หอศิลป์นายสุวิทย์ เลขที่ 21 หมู่ 3 บ้านป่าคา ต.แม่เงิน อ. เชียงแสน จ. เชียงราย อยู่ห่างจากเชียงแสน 25 กิโลเมตร ตามถนนเส้นเลียบน้ำโขงเชียงแสน-เชียงของ เมื่อเดินทางมาเที่ยวเชียงแสนจะไปเที่ยวเชียงของต่อก็สามารถมาแวะชมงานศิลป์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย http://www.visualizer-club.com/modules. ... t=330#2017" onclick="window.open(this.href);return false;

Re: เชียงราย เมืองแห่งมรดกทางวัฒนธรรม เมืองแห่งแกลลอรี่

Posted: Fri Feb 12, 2010 4:29 pm
by Sam
หอศิลป์ครูจูหลิง ปงกันมูล อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย
Image
"การสร้างหอศิลป์ครูจูหลิง ปงกันมูล เป็นอนุสรณ์ให้สังคมไทยได้ระลึกคุณงามความดี ในด้านความเสียสละ มุ่งมั่นในอุดมการณ์ มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ครู อย่างไม่เกรงกลัวอันตราย"
Image

ที่มา: http://www.moe-news.net/index.php?optio ... view=popup" onclick="window.open(this.href);return false;

Re: เชียงราย เมืองแห่งมรดกทางวัฒนธรรม เมืองแห่งแกลลอรี่

Posted: Fri Feb 12, 2010 4:33 pm
by Sam
มีการศึกษาเส้นทางทัวร์หอศิลป์และรวบรวมไว้นำเสนอในข่าวสดแล้วนี่ตามนี้เลย

Image
เชียงรายชุมนุมศิลปิน มรช.วิจัยเส้นทางทัวร์ศิลปะ ปัจจุบันพบว่า ศิลปินคนเชียงรายที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก ยังคงยึดมั่นในการรังสรรค์ผลงานงาน ศิลปะอยู่ในภูมิลำเนาเดิมอย่างเหนียวแน่น

ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ถวัล ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาจิตรกรรม ที่อาศัยอยู่ที่บ้านดำ ต.นางแล อ.เมือง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่อยู่ดูแลการสร้างวัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง

นอกจากนั้น ยังมีบรรดาผู้มีฝีมือชั้นครูในแขนงต่างๆ เช่น อาจารย์ฉลอง พินิจสุวรรณ จิตรกรชื่อดังที่หอศิลป์ไตยวน ต.รอบเวียง อ.เมือง สล่าคำจันทร์ ยาโน เจ้าของผลงานไม้แกะสลัก "กระบวย" อันเลื่องชื่อที่หมู่บ้านถ้ำผาตอง ต.แม่ข้าวต้ม อ.เมือง อาจารย์นริศ รัตนวิมล ช่างปั้นและแกะสลักหินอันวิจิตรแห่งลุ่มน้ำสาย อ.แม่สาย เป็นต้น และยังมีกระจัดกระจายตามอำเภอต่างๆ อีกร่วม 100 คน

สันนิษฐาน กันว่าสาเหตุที่จ.เชียงราย ก่อเกิดศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่างหลากหลายเช่นนี้ เกิดจากสภาพอากาศที่ดีและมีภูมิประเทศที่ร่มรื่นก่อให้เกิดจินตนาการอันไร้ ขอบเขต

ด้วยเหตุนี้ทางสำนักศิลป วัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม จึงได้ให้การสนับสนุนสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรช.) จัดทำโครงการศึกษาวิจัย "เชียงรายเมืองศิลปิน:ถิ่นทองของศิลปะร่วมสมัย" เพื่อศึกษาความเป็นเมืองศิลปิน

และเชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วไปได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนเพื่อเข้า ถึงผลงานของศิลปินแขนงต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิดถึงบ้าน โดยพัฒนางานวิจัยไปสู่การท่องเที่ยวสายใหม่คือ "เส้นทางเยี่ยมบ้านศิลปิน"

ปัจจุบัน อาจารย์นฤมล เรืองรังสี ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรช.ได้นำนักศึกษา มรช.ทำการวิจัยเส้นทางเยี่ยมบ้านศิลปินตามโครงการมานานกว่า 8 เดือนแล้ว โดยได้พบปะสนทนากับศิลปินชั้นนำจำนวน 16 คน ซึ่งเมื่อได้ศึกษาข้อมูลด้านต่างๆ ของศิลปิน และนำไปวิเคราะห์ร่วมกับเส้นทางสายต่างๆ ก็สามารถจำแนกเส้นทางการไปเยือนบ้านศิลปินได้เป็น 7 สาย จากการสอบถามนักท่องเที่ยวจำนวน 400 คน พบว่าส่วนใหญ่อยากไปเยือนบ้าน ของศิลปินเพราะอยากเห็นผลงานถึงที่ทั้งยังเป็นการพักผ่อนใจ และมีโอกาสพูดคุยกับศิลปิน

อาจารย์ นฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันได้คัดเลือกศิลปินเอาไว้ในงานวิจัย 16 ท่าน สามารถไปเยือนทุกท่านได้เส้นทางทั้ง 7 สาย ส่วนเกณฑ์ที้ใช้คัดเลือกเฉพาะ 16 ท่านนั้น คือต้องเป็นคนเชียงราย มีชื่อเสียงและสร้างสรรค์ผลงานที่มีชื่อเสียงออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีสถานที่จัดแสดงผลงานให้นักท่องเที่ยวที่ไปเยี่ยมบ้านครั้งละอย่าง น้อย 5-6 คนได้

สำหรับอาจารย์เฉลิม ชัย โฆษิตพิพัฒน์ จัดให้วัดร่องขุ่นเป็นสถานที่ไปเยี่ยม เพราะผลงานเก็บเอาไว้ที่วัดมากและเป็นที่ตั้งของวัดที่มีความสวยงามไม่ เหมือนที่ใดในโลก

สำหรับการเดินทาง ท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมบ้านศิลปินทั้ง 7 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางแรกอยู่ในเขตตัวเมืองเชียงราย และอ.เวียงชัย ได้แก่ "9 Art Gallery" ของอาจารย์ สมพงษ์ สารทรัพย์ ซึ่งอยู่ห่างจากอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ประมาณ 50 เมตร ภายในมีการผลงานภาพสามารถสังเกตได้เมื่อสัญจรผ่านไปมา

ถัด ไปอีก เพียง 5 กิโลเมตรเป็นบ้านของอาจารย์อำนวย บัวงาม ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ต.ริมกก อ.เมือง ภายในมีงานการแกะสลักไม้อันน่าตื่นตาตื่นใจ บนถนนราชโยธายังเป็นที่ ตั้งของหอศิลป์ไตยวนของอาจารย์ฉลอง พินิจสุวรรณ จากหอศิลป์ไตยวนไปตามถนนสายเชียงราย-เวียงชัย เป็นหอศิลป์พรมมาของอาจารย์พรมมา อินยาศรี ตั้งอยู่หมู่ 7 ต.เวียงเหนือ อ.เวียงชัย ซึ่งต่างมีผลงานภาพวาดอันวิจิตรจัดแสดงสวยงามอยู่มากมาย

เส้น ทางที่ 2 ไปตามถนนเชียงราย-แม่จัน ได้แก่ บ้านดำ หมู่ 13 ต.นางแล อ.เมือง ของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ผู้ซึ่งมีบ้านโทนสีดำและผลงานที่มีความหมายลึกซึ้ง บ้านของอาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ หมู่ 6 ต.นางแล เจ้าของผลงานเครื่องปั้นดินเผาที่สวยงามและหลากหลาย

บ้าน ของอาจารย์คำจันทร์ ยาโน สล่ามือแกะสลักไม้หาตัวจับยากและมีอัธยาศัยดีในบ้านทำเป็นโรงแกะสลักมีลูก ศิษย์ลูกหาอยู่เต็มบนบ้านมีผลงานอยู่เต็มทำให้บรรยากาศครึกครื้นตลอด

เส้น ทางที่ 3 อยู่บนดอยแม่สลอง หมู่บ้านสันติคีรี ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง ซึ่งมีทิวทัศน์ของขุนเขาและหมู่บ้านชาวดอย เป็นบ้านของอาจารย์อภิรักษ์ ปันมูลศิลป์ เจ้าของผลงานภาพวาดทะเลก่อนเหตุการณ์สึนามิ และบ้านของอาจารย์เสงี่ยม ยารังสี ศิลปินมีชื่ออีกคน

เส้น ทางที่ 4 คือถนนจาก อ.แม่จัน-เชียง แสน ได้แก่ บ้านของอาจารย์เชิด สันดุษิต หมู่ 2 ต.จันจว้าใต้ อ.แม่จัน ซึ่งสร้างเป็น "สวนศิลป์สันดุษิต" ที่มีความวิจิตรพิสดารตั้งแต่มองในระยะไกล และ"Opuim Art" หรือบ้านฝิ่นของอาจารย์ณรงค์เดช สุดใจ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ต.เวียง อ.เชียงแสน ชายแดนไทย-ลาว-พม่า

เส้น ทางที่ 5 ได้แก่ โรงงานแกะสลักหินของอาจารย์นริศ รัตนวิมล ตั้งอยู่ เลขที่ 119 หมู่ที่ 4 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย ซึ่งมีผลงานแกะสลักหินอันวิจิตรโดย เฉพาะพระพุทธรูปสีขาวที่ดูผุดผ่องอยู่มากมายเป็นที่อิบเอิบใจแก่ผู้ไปเยือน และบ้านของอาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง จิตรกรหมู่บ้านแม่คำสบเปิน ต.แม่คำ อ.แม่จัน จิตรกรชื่อดังอีกท่านหนึ่ง

เส้น ทางที่ 6 วัดร่องขุ่นที่ดูแลการสร้างงานศิลปะทั้งในรูปแบบจิตรกรรมและประติมากรรมโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ หมู่บ้านร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง ซึ่งเป็นศิลปะสีขาวบริสุทธิ์และมีผลงานภาพวาดอันละเอียดอ่อนสวยงามที่สุดใน โลกวางแสดงอยู่มากมาย ปัจจุบันได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจ.เชียงราย ไปแล้ว และ "Phanthong Art Studio" ของอาจารย์พานทอง แสนจันทร์ บ้านป่าตึง ต.ดอยงาม อ.พาน

สำหรับเส้นทางที่ 7 เป็นบ้านของอาจารย์สมพล ยารังสี บ้านสันมะเค็ด หมู่ 1 ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สาเหตุที่ดำเนินการวิจัยในพื้นที่จ.เชียงราย เพราะมีความโดดเด่นมากกว่าทุก จังหวัดเพราะเป็นเมืองรวมของศิลปิน และแต่ละท่านก็เป็นบุคคลทรงคุณค่าและมีผลงานรวมทั้งบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะ จึงน่ายินดีที่ทุกท่านเห็นชอบ ด้วยและอนุญาตให้นักท่องเที่ยวไปเยือนถึงบ้าน

อย่าง ไรก็ตาม ขั้นนี้เป็นขั้นของการวิจัยโดยสำนักศิลปวัฒนธรรมฯ ร่วมกับ มรช.และยังใช้เวลาอีกราว 3-4 เดือน จึงจะมีการเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ เช่น การให้ความรู้กับผู้ที่จะเดินทางไปตามเส้นทางให้เข้าใจและให้เกียรติศิลปิน อย่างไร เป็นต้น

ในอนาคตผลงานวิจัย ชิ้นนี้จะต่อยอดโดยจังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชื่อว่าจะกลายเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นเลิศไม่เหมือนใคร เพราะให้ทั้งความเพลิดเพลิน การพักผ่อน คุณค่าทางจิตใจจากงานศิลปะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้มีโอกาสพบปะศิลปินผู้รังสรรค์ผลงาน ณ ถิ่นกำเนิด

เชียงรายวันนี้เป็นทั้งเมืองที่งามตามธรรมชาติ และงามด้วยสุนทรีย์จากศิลปิน

ที่มา @ ข่าวสด เก็บต่อจากเวบบอร์ดพลังจิต