ในยุคที่ข่าวสารบ้านเมืองอัดแน่นไปด้วยความเครียด เพราะบรรยากาศและสถานการณ์การเมืองพาไป ขณะที่ผังรายการทางสถานีโทรทัศน์ตามช่องต่างๆ ในแต่ละวัน กลับมีแต่การรายงานข่าวที่ชวนให้ปวดหัว หรือไม่ก็ละครหลังข่าวที่มักใช้ความรุนแรงส่วนผังรายการที่สร้าง สรรค์สำหรับเยาวชนกลับมีสัดส่วนที่น้อย สวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. โดยโครงการ พัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของครอบครัว จึงได้คัดเลือกแหล่งเรียนรู้ทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ให้ความรู้ ได้ประโยชน์ด้านการศึกษา แถมยังเป็นห้องเรียนที่มีชีวิตและไม่น่าเบื่อ
มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อให้เด็กๆ และเยาวชนได้มีแหล่งเรียนรู้ที่ให้ทั้งสติปัญญา แถมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นผ่านโครงการ "บัตรเดียว เที่ยวยกครัว ทัวร์พิพิธภัณฑ์รอบกรุง" (Happy Family Day Card)
พ.ญ.ชนิกา ตู้จินดา กรรมการบริหารแผนสำนักสนับสนุนการสร้างการเรียนรู้และสุขภาวะองค์กร สสส. เปิดเผยว่า เด็กๆ และเยาวชนเป็นประชากรที่มีมากกว่าหนึ่งในสามของประชากรทั้งประเทศ แต่พื้นที่สร้างสรรค์ที่เหมาะกับเด็ก เยาวชนและครอบครัวยังค่อนข้างน้อย
โดยพื้นที่ของเด็กผ่านทางสื่อนั้น พบว่าสัดส่วนรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นของรายการทั้งหมด ส่วนรายการวิทยุมีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น นอกจากนี้ พื้นที่ทางกายภาพอย่างสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ ก็อยู่ในอัตราส่วนเพียง 2.93 ตารางเมตรต่อประชากรหนึ่งคน ซึ่งถือว่ายังจำกัดอยู่ ขณะที่สวนสาธารณะในระดับจังหวัด เมือง และตำบลประมาณ 390 แห่งทั่วประเทศ ก็มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่ได้รับการจัดการและใช้เป็นแหล่งพักผ่อนหรือ ออกกำลังกายร่วมกันของครอบครัวได้ ขณะที่แหล่งให้ความรู้อย่างหอสมุดก็มีเพียง 20 แห่งทั่วประเทศ
ดังนั้นโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของครอบครัว จึงได้รับความร่วมมือจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายรวม 100 แห่งทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เปิดพื้นที่เพื่อให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงวันหยุด เข้าถึงแหล่งที่นอกจากจะช่วยกระตุ้นทักษะการเรียนรู้ของเด็กๆ แล้ว เด็กๆ ยังจะได้รับประสบการณ์ตรงมากกว่าการนั่งดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่สำคัญยังเป็นการสร้างสัมพันธภาพระหว่างครอบครัว ขณะที่ผู้ปกครองยังได้ผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานในชีวิตประจำวันด้วย
"นอกจากนี้อยากให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนในการสร้างสรรค์สื่อ หรือรายการสำหรับเด็กและเยาวชนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ควรปล่อยให้เด็กๆ ยึดติดหรือไปตามกระแสวัฒนธรรมตะวันตกมากจนเกินไป เพราะต้องไม่ลืมว่าเด็กและเยาวชนถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงสุดของประเทศ" พ.ญ.ชนิกา กล่าว
ด้านนางปิยะนุช นาคคง ผู้จัดการโครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของครอบครัว กล่าวว่า ขณะนี้ทางโครงการได้รับความร่วมมือจากแหล่งเรียนรู้ที่มีความพร้อม ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 100 แห่ง ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ 71 แห่ง ห้องสมุด 3 แห่ง สวนสาธารณะและตลาดน้ำ 10 แห่งและแหล่งเรียนรู้ในศาสนสถาน 16 แห่งมาเข้าร่วม ซึ่งทางโครงการได้จัดทำคู่มือท่องเที่ยว ซึ่งภายในจะมีแผนที่แหล่งเรียนรู้ ทั้งในแบบภาพรวมและแยกตามประเภทการเดินทาง ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟหรือแม้แต่ทางเรือด่วนเจ้าพระยา เพื่อความสะดวกในการเดินทาง
สำหรับ "บัตรเดียว เที่ยวยกครัว" ทางโครงการได้จัดทำขึ้น จำนวน 1 ล้านชุด สามารถใช้เป็นบัตรเข้าชมแหล่งเรียนรู้ของรัฐได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งสามารถใช้เป็นส่วนลดในแหล่งเรียนรู้เอกชน ถือเป็นของขวัญที่มอบให้แก่ครอบครัวไทยตลอดปี 2553 นี้ส่วนผู้ที่ สนใจจะรับคู่มือท่องเที่ยวและบัตรเที่ยวยกครัวนั้น สามารถไปขอรับบัตรได้ใน 6 สถานที่ ประกอบด้วย 1.สถานีรถไฟหัวลำโพง 2.ทีเค ปาร์ค เซ็นทรัล เวิลด์ 3.พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ 4.พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง จ.นครปฐม 5.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ จ.ปทุมธานี และ 6.พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จ.สมุทรปราการ หรือจะดาวน์โหลดบัตรได้ผ่านทาง http://www.happyfamilyday.com" onclick="window.open(this.href);return false;
โดยสามารถใช้บัตรได้ตั้งแต่วันนี้ไปจน ถึง 31 ธ.ค.2553 โดยผู้ใช้ "บัตรเดียว เที่ยวยกครัว" จะต้องเป็นสมาชิกในครอบครัวไม่เกิน 4 คน
ด้านนายวันชัย บุญประชา ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เปิดเผยว่า การเที่ยวยกครัวในแหล่งเรียนรู้จะได้รับ 3 ประโยชน์ 3 วิธี โดยในส่วนของ 3 ประโยชน์ คือ 1.สร้างการเรียนรู้ให้แก่เด็กและครอบครัวทั้งด้านไอคิวและอีคิว เพราะเด็กได้เรียนรู้และสัมผัสจากของจริง ขณะที่พ่อแม่ก็ได้เรียนรู้ไปด้วย 2.สร้างสัมพันธภาพในครอบครัวเพราะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน สามารถสื่อสารระหว่างกันได้มากขึ้น และ 3.ส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว โดยพ่อแม่มีหน้าที่สร้างการเรียนรู้และดูแลเด็ก ขณะที่เด็กจะได้เรียนรู้บทบาทการเป็นลูก
นายวันชัย กล่าวว่า ส่วน 3 วิธีที่จะได้ประโยชน์จากแหล่งเรียนรู้ คือ 1.ต้องไปด้วยกันทั้งครอบครัว 2.ก่อนเดินทางไปต้องเตรียมข้อมูลและอุปกรณ์บันทึกบางอย่างไปด้วย เพื่อให้การเรียนรู้สนุกมากยิ่งขึ้น และ 3.ตกลงในครอบครัวว่าจะสื่อสารกันในเชิงบวกอย่างสร้างสรรค์ จะไม่สื่อสารกันในเชิงลบ คือไม่วิพากษ์วิจารณ์หรือต่อว่ากัน เพราะจะทำให้เด็กขาดความมั่นใจ
สำหรับพิพิธภัณฑ์ธงสยามซึ่งถือเป็น หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการนี้ นายพฤฒิพล ประชุมผล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ กล่าวว่า ในส่วนของพิพิธภัณฑ์ธงสยามจะมีกิจกรรมออน ทัวร์ ไปตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของธง รวมทั้งยังจัดกิจกรรมให้กับเด็กที่มาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ เช่น การโรยทรายสีเป็นรูปธงต่างๆ ประวัติความเป็นมาของเพลงชาติไทยเพลงแรกที่มีการบันทึกที่ประเทศฝรั่งเศส ธงชาติไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 โดยเฉพาะ "ธงช้าง" ในสมัยรัชกาลที่ 5 และมีเอกสารเกี่ยวกับธงชาติไทยครั้งแรกของโลกโดยสภาคองเกรส สหรัฐอเมริกาในปี 2425 นอกจากนี้ ในส่วนของพิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียง ยังมีกระบอกเสียงเพลงรับเสด็จรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ณ ประเทศเยอรมนีเมื่อปี 2450 ด้วย
จากนี้ไปทุกสุดสัปดาห์ของทุกครอบครัว จะมีความหมายเพิ่มมากขึ้น
วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7088 ข่าวสดรายวัน หน้า 21 อภิรตี เขาพลอยแหวน