โรงแรมไทยเสี่ยงขึ้นราคาไม่ได้คู่แข่งเพิ่มคนเที่ยวลดรายได้หด
Posted: Wed Jul 07, 2010 8:50 pm
สทท.เตือนธุรกิจโรงแรมไทย มีความเสี่ยงในการประกอบการเพิ่มขึ้นและขยับราคาขึ้นไม่ได้ เหตุจากโรงแรมเกิดใหม่เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 6% ต่อปี สวนทางทัวริสต์ที่ไม่มีอัตราการเติบโตมาร่วม 3 ปีแล้ว จี้รัฐเร่งไทยเที่ยวไทยต่อชีวิตธุรกิจ ด้านททท.วางเป้าปี 54 เชื่อยังไม่พ้นวิกฤติ คาดทัวริสต์อยู่ที่14.4 ล้านคนใกล้เคียงปี 52 ส่วนผลวิจัยของบริษัทเอเจนซี ฟอร์ฯระบุค่าเช่าที่พัก 5 ดาวในกรุงเทพฯตกต่ำหนักต่ำกว่าเพื่อนบ้านร่วม 20%นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือสทท.เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่าต้องยอมรับว่าในขณะนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ธุรกิจโรงแรมในไทย กำลังมีความเดือดร้อนอย่างมากและจะยิ่งมีความเสี่ยงในการประกอบการที่เพิ่ม สูงขึ้นจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น อันเป็นผลมาจากการท่องเที่ยวของไทยที่ไม่มีอัตราการขยายตัวมากกว่า 3 ปีแล้ว(ปี 2551-2553)จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น
โดยขณะนี้มีจำนวนโรงแรมใหม่ในไทย มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 6 % ดังนั้นอุปทานที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับอุปสงค์ที่ลดลง ส่งผลธุรกิจไม่สามารถปรับราคาขายขึ้นมาได้หลายปีแล้ว ประกอบกับเพื่อลดผลกระทบทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้โรงแรมต่างๆโดยเฉพาะโรงแรมชั้นนำมีการลดราคาห้องพักลง เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้โรงแรมระดับรองๆมาได้รับผลกระทบ ดังนั้นสิ่งที่พอจะช่วยเหลือธุรกิจโรงแรมให้พอหายใจได้บ้าง คือ การสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งททท.ควรจะเร่งใช้งบ 360 ล้านบาทที่ได้รับอนุมัติจากครม.กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศโดยเร็ว
ในส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา(มกราคม-พฤษภาคม 2553) แม้โดยรวมจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นกว่าช่วง เดียวกันของปีที่ผ่านมา คือ มีจำนวน 6,563,099 คน เพิ่มขึ้น 16.07% และประเทศมีรายได้จากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 242,599.35 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20.26% แต่การขยายตัวในช่วง 5เดือนที่ผ่านมาเป็นเพราะสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 1 มีการขยายตัวสูงมากกระทั่งเข้าสู่ช่วงไตรมาส 2 จากปัญหาทางด้านการเมือง ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของการท่องเที่ยวนับจากเดือนเมษายน 2553 เป็นต้นไป โดยในเดือนเมษายน จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 0.16% เดือนพฤษภาคม นักท่องเที่ยวลดลง11.13% ดังนั้นจากการชะลอตัวของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นมา ทำให้แนวโน้มการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลังของไทยต่อเนื่องไปถึงปีหน้าก็จะไม่สดใสนัก
เนื่องจากต้องเผชิญกับผลกระทบจากการชุมนุมในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์ด้านการเมืองในปัจจุบัน เพราะในขณะนี้รัฐบาลก็ยังไม่กล้ายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งจุดนี้ส่งผลด้านจิตวิทยาสำหรับการท่องเที่ยวไทย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจในยุโรป ที่ทำให้ค่าเงินปอนด์และยูโรอ่อนค่าลง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวยุโรปมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5-10% เนื่องจากโรงแรมในไทยกำหนดราคาขาย(โควตาราคาขาย)กับต่างประเทศเป็นเงินบาท
จากปัจจัยดังกล่าว สทท.ประเมินว่าการท่องเที่ยวยังจะชะลอตัวต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 3 ขณะที่ไตรมาส 4 การขยายตัวก็จะเท่ากับปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แนวโน้มการท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปี 2553 น่าจะอยู่ในระดับ 0 ไปจนถึงติดลบ 5% โดยเชื่อว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 13.3-14 ล้านคน ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวก็น่าจะอยู่ที่ราว 400,000 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 420,000 ล้านบาท ขณะที่แนวโน้มการท่องเที่ยวในปีหน้า
นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.กำลังเดินหน้าในการจัดทำแผนการตลาดและเป้าหมายการท่องเที่ยวสำหรับปี 2554 ในวันที่ 28 มิถุนายน - 2 กรกฎาคมนี้ โดย ททท.จะเรียกผู้อำนวยการสำนักงานในประเทศ 24 แห่ง และสำนักงานต่างประเทศ 35 แห่ง มาประชุมจัดทำแผนการดำเนินงานร่วมกัน และจะแถลงแผนตลาดอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้
สำหรับเป้าหมายการท่องเที่ยวในปี 2554 ททท.เชื่อว่าจากผลกระทบทางด้านการเมืองที่ยืดเยื้อกินระยะเวลามากกว่า 7 เดือน จะส่งผลให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ช้า และยังคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวยังจะไม่กลับเข้ามาเร็วจนถึงระดับ 15-16 ล้านคน ดังนั้นเป้าหมายตัวเลขการท่องเที่ยวในปี 2554 จะอยู่ที่ 14.4 ล้านคน ใกล้เคียงกับปี 2552 ส่วนในปี 2553 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 14 ล้านคน ขณะที่สถานการณ์ท่องเที่ยวในขณะนี้ พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ล่าสุดระหว่างวันที่ 1-22 มิถุนายน 2553 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 418,234 คน ลดลง 9.86% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้หากแยกเป็นรายวัน จะเป็นว่าวันที่ 16 มิถุนายน 2553 นักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 1.73% วันที่ 17 มิถุนายน 2553 เพิ่มขึ้น 8.11% และวันที่ 22 มิถุนายน 2553 เพิ่มขึ้น 3.53% ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดกระแสการเดินทางมาไทยที่เริ่มดีขึ้น ซึ่งในขณะนี้ผู้ประกอบการทัวร์จีน เริ่มทำแพ็กเกจทัวร์เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ทันทีที่มีการลดระดับการเตือนการเข้ามาประเทศไทย ประกอบกับค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น มีผลทำให้ราคาค่าแพ็กเกจทัวร์เข้าประเทศไทยมีราคาถูกลง อีกทั้งมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวฟรีค่าธรรมเนียมวีซ่า ททท.จะเข้าไปสนับสนุนทำตลาดในรูปแบบฮาร์ดเซลล์ โดยได้พิจารณานำแผนการโฆษณาที่ชะลอไปกลับมาดำเนินการอีกครั้ง
ขณะที่จากการสำรวจของค่าเช่าโรงแรมชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหารศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัทเอเจนซี ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด เผยว่า จากการสำรวจค่าเช่าโรงแรมชั้นหนึ่งในพื้นที่ดังกล่าว ผ่านเว็บไซต์จองโรงแรมagoda.com ปรากฏว่าค่าเช่าตกต่ำลงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เชื่อว่าอัตราว่างก็ยังตกต่ำลงมากเช่นกัน สถานการณ์เช่นนี้น่าเป็นห่วง เพราะประเทศไทยมีโรงแรมชั้นหนึ่งเป็นจำนวนมาก
ทั้งยังพบว่าค่าเช่าโรงแรมระดับ 5 ดาวที่เป็นโรงแรมที่มีตราสินค้านานาชาติ ในเขตกรุงเทพฯ ยังมีค่าเช่าที่พักที่ต่ำกว่าโรงแรมที่มีตราสินค้านานาชาติเดียวกันในประเทศ เพื่อนบ้านถึง 20% โรงแรมที่กล่าวถึงได้แก่ แชงกรี-ลา ,เพนนินซูล่า,แมริออท ไฮแอท,อินเตอร์คอนติเนนตัล ,แพนแปซิฟิก, มิลเลียนเนียม และแอคคอร์ ยกเว้นแมนดาริน โอเรียนเต็ล ที่ค่าเช่าสูงกว่าที่อื่น เนื่องจากมีชื่อเสียงด้วยตนเองมานาน
สำหรับนครที่เปรียบเทียบ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ มะนิลาและจาการ์ตา ในจำนวนนครทั้งหมดนั้น มีเพียงกรุงมะนิลาเท่านั้นที่ค่าเช่าโรงแรมที่มีตราสินค้านานาชาติทั้งหลาย อยู่ในระดับใกล้เคียงกับไทย สำหรับในรายละเอียด ทางศูนย์ข้อมูลวิจัยพบว่าค่าเช่าโรงแรมที่มีตราสินค้านานาชาติระดับ 5 ดาวในกรุงเทพฯ จะมีค่าเช่าต่ำกว่าในสิงคโปร์และฮ่องกงประมาณ 30% ต่ำกว่ากรุงจาการ์ตา 23% ต่ำกว่ากรุงกัวลาลัมเปอร์ 21% ทั้งนี้เพราะมีโรงแรมชั้นหนึ่งมากมายเช่นไทย และต่ำกว่ากรุงมะนิลา 14%
ทั้งนี้ค่าเช่าโรงแรมชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯเหล่านี้ เฉลี่ยจะอยู่ที่ 5,000-6,000 บาทต่อคืน แต่อย่างไรก็ตามในกรณีโรงแรมชั้นหนึ่งระดับ 5 ดาวของไทยเอง ค่าเช่ายังต่ำกว่านี้อีก เช่น โรงแรมเลอบัว,เอ็มโพเรียมสวีท และดุสิตธานี เป็นต้น โดยโรงแรมเหล่านี้มีค่าเช่าคืนละประมาณ 3,000-4,000 บาท ยิ่งหากเป็นโรงแรมระดับ 3 ดาวและ 4 ดาว อัตราการลดของค่าเช่าอาจจะมีอัตราที่สูงกว่านี้อีก ดังนั้นจึงสะท้อนถึงภาวะที่น่าเป็นห่วงของโรงแรมในไทยในขณะนี้
อย่างไรก็ตามหากประมาณว่าอัตราค่าเช่าโรงแรมลดลง 25% และอัตราการเข้าพักลดลงจาก 60% เหลือ 40% ก็จะทำให้รายได้ต่อปีลดลงไปถึง50% และหากค่าเช่าในหนึ่งปีแรกลดลงเช่นนี้ ณ อัตราผลตอบแทนที่10% ก็จะส่งผลต่อราคาโรงแรม ณ มูลค่าปัจจุบัน 5% แต่ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นราคาทรัพย์สินของโรงแรม ณ มูลค่าปัจจุบันจะลดลง 9%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,543 27-30 มิถุนายน พ.ศ. 2553