การกำหนดเป้าหมายการท่องเที่ยวในปี2554 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือททท.ด้วยการ คาดหวังอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 9% คือ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทย 15.5 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 6 แสนล้านบาท การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว แกนนำหลักอย่างผู้อำนวยการสำนักงานททท.ในต่างประเทศ จะมีกลยุทธ์ในการทำตลาดอย่างไร อ่านได้จากบทสัมภาษณ์ของผอ.ททท.ภูมิภาคต่างๆต่อจากนี้ดึงเกาหลีถ่ายหนังในไทย
เริ่มกันที่ตลาดในภูมิภาคเอเชีย ต่อเรื่องนี้นางสาววไลลักษณ์ น้อยพยัคฆ์ ผู้อำนวยการททท. สำนักงานโซล เผยว่าจะมุ่งเป้าเจาะตลาดในกลุ่มกอล์ฟ ช็อปปิ้ง และอีโค ทัวริซึม และจะเน้นการใช้สื่อออนไลน์ เว็บไซต์ต่างๆ และบริษัทนำเที่ยว รวมทั้งการทำบล็อก ซึ่งจะมีการจัดประกวด Power Block Contest เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของไทยกับชาวเกาหลี และมีแผนทำแอพพลิเคชันบน iPhone เพื่อโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวทางภาคเหนือ
นอกจากนี้ ยังมีแผนเจาะกลุ่มฮันนีมูนเพื่อโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ จากที่เคยเที่ยวหาดทราย ชายทะเล ก็โปรโมตเส้นทางเชียงใหม่ โดยจะจัดแพ็กเกจเข้าเชียงใหม่ เนื่องจากคนเกาหลีรู้จักเชียงใหม่น้อยมาก เพราะที่ผ่านมาจะรู้จักเกาะช้าง ประกอบกับมีโคเรียนแอร์บินเข้าเชียงใหม่สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน ซึ่งหากมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจะทำให้เพิ่มเที่ยวบิน
รวมถึงเน้นการขยายให้เกิดการช็อปปิ้งในไทยมากขึ้น เช่นการจัดแฟมทริปเชิญสื่อจากเกาหลีเข้ามาในไทย เช่น ในเร็วๆ นี้ จะมีนิตยสาร Elle ของเกาหลีเข้ามาทำเรื่องช็อปปิ้งในไทยโดยเฉพาะ ทั้งยังจะนำผู้มีชื่อเสียง (Celebrity) ของเกาหลีมาช็อปปิ้งในไทย และที่สำคัญจะนำดาราเกาหลีมาเที่ยวและถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย ซึ่งหวังว่าปีหน้าจะเป็นปีทองของตลาดนักท่องเที่ยวเกาหลี เพราะแม้ว่าเงินวอนจะไม่แข็งค่ามากก็ตาม เนื่องจากเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวเกาหลีตกลงมาก เพราะค่าเงินวอนอ่อนมาก ทำให้ราคาในการมาท่องเที่ยวไทยแพงกว่าปกติ พร้อมทั้งตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2554 ของเกาหลีไว้ที่ราว 8 แสนคน สร้างรายได้มากกว่า 2.5 พันล้านบาท
ญี่ปุ่นขาย ไอเลิฟ แบงค็อก
ด้านนางสาวเบญจวรรณ สุเนตรวรกุล ผู้อำนวยการททท. สำนักงานโตเกียว เปิดเผยว่า จะเน้นด้านการประชาสัมพันธ์ โดยจะเชิญสื่อเข้ามาในลักษณะของแฟมทริป เนื่องจากยังมองว่านักท่องเที่ยวญี่ปุ่นจะเป็นนักท่องเที่ยวมาซ้ำ (รีพีตเตอร์) กว่า 60% จึงเข้าใจประเทศไทยดี ดังนั้นหน้าที่หลักคือทำอย่างไรให้มีนักท่องเที่ยวใหม่เข้ามา โดย ททท. ทั้ง 3 สำนักงาน คือสำนักงานโตเกียว โอซากา และฟูกุโอกะ จะไปร่วมออกบูธในงานคอนซูเมอร์ แฟร์ต่างๆ เช่น งานไทย เฟสติวัล นำเสนอภาพลักษณ์ของไทย รวมทั้งจะมีการทำโฆษณาบนรถโดยสารประจำทาง ในโตเกียว 3 เมือง คือ เซนได ชิซูโอกะ และนีกาตะ เป็นเวลา1ปี
รวมไปถึงการร่วมมือกับบริษัทท่องเที่ยว HIH จัดทำแพ็กเกจหลายราคามานำเสนอขายแตกต่างกัน นำเสนอในเส้นทางกรุงเทพฯ เป็นหลัก ภายใต้สโลแกน I Love Bangkok ซึ่งในเอกสารก็จะมีการนำเสนอขายตลาดอื่นๆ เช่น พัทยา เชียงใหม่ ด้วย และจะมีการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์ ซึ่งมีคนเข้ามาชมราว 1.5 ล้านคน ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไทยได้ สำหรับในปีหน้า คาดหวังว่าจะได้นักท่องเที่ยวเท่ากับปีที่ผ่านมาคือราวกว่า 1 ล้านคน มีรายได้ราว 4,500 บาทต่อวัน มีวันพักเฉลี่ย 7.54 วัน
หยวนแข็งเร่งบูมตลาดจีน
ขณะที่นายชินวัฒน์ เจริญสุข ผู้อำนวยการททท. สำนักงานเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า แผนในการดำเนินกลยุทธ์ของตลาดเซี่ยงไฮ้รวมถึงพื้นที่ในภาคตะวันออกของจีน จะมีการนำเสนอโปรแกรมใหม่ๆ ให้นักท่องเที่ยวรับรู้, ยกระดับให้ความรู้ความเข้าใจ จะสนับสนุนให้เดินทางมาดูโปรดักต์ท่องเที่ยวของไทย เพื่อนำกลับไปเสนอขายให้แก่นักท่องเที่ยวจีน โดยจุดหมายปลายทางหลัก เช่น กระบี่ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ หัวหิน ชะอำ เป็นต้น และนำเสนอจุดขายใหม่ คือ เชียงใหม่ และการชูจุดขายเรื่องกอล์ฟ เพราะในตลาดจีนยังไม่มีที่ไหนเสนอขายแพ็กเกจกอล์ฟ ขณะที่เซี่ยงไฮ้มีการตื่นตัวเรื่องกอล์ฟในขณะนี้
ในส่วนของการส่งเสริมการตลาด จะหาพันธมิตรมาทำงานร่วมกัน เช่น สายการบินต่างๆ ที่บินเข้าไทย เช่น ศรีลังกาแอร์ไลน์ บินเส้นทาง เซี่ยงไฮ้-กรุงเทพฯ-โคลัมเบีย สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ซึ่งจะเข้าไปหารือในลักษณะการจัดทำโปรโมชันร่วมกัน หรือการช่วยเหลือในด้านต่างๆ รวมถึงไห่หนาน แอร์ไลน์ ที่เปิดบินหนานโจว-กรุงเทพฯ สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน โดยจะทำงานร่วมกันในลักษณะจัดผู้สื่อข่าวหรือนักเขียนเข้ามาในไทย ซึ่งสายการบินไหนที่สามารถทำโอเปอเรชันเข้าไทยได้ททท.ก็จะสนับสนุนด้านการ ตลาดเพื่อกระตุ้นนักท่องเที่ยว อีกทั้งเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นในขณะนี้จะทำให้คนจีนสามารถจับจ่ายได้มากขึ้น ทำให้ไทยได้ประโยชน์ แต่สิ่งที่ต้องทำคือการสร้างความเชื่อมั่น
4 โครงการบูมทัวริสต์ยุโรป
มากันที่ตลาดยุโรปกันบ้าง นางสุวลัย ปิ่นประดับ ผู้อำนวยการททท. สำนักงานแฟรงก์เฟิร์ต เปิดเผยว่า สำหรับแผนการตลาดของตลาดเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และยุโรปตะวันออกกลาง จะเน้นไปที่การทำฮาร์ดเซลล์ โดยการติดต่อกับทัวร์โอเปอเรเตอร์ในการทำพาร์ตเนอร์ ออน ดีมานด์ รวมถึงการทำโรดโชว์ร่วมกับโอเปอเรเตอร์มากขึ้น เพื่อให้มีความมั่นใจในไทย ส่วนตลาดยุโรปตะวันออก จะสนับสนุนให้เกิดเที่ยวบินเช่าเหมาลำมากขึ้น เพราะไม่มีเที่ยวบินตรงเข้าไทย
สำหรับโครงการที่เตรียมจะดำเนินการในปี 2554 คือ 1.การทำมัลติมีเดียโชว์ ใน 7 ประเทศ ร่วมกับทัวร์โอเปอเรเตอร์ด้วย โดยจะทำสไลด์โชว์ฉายตามเมืองต่างๆ เป็นการเล่าเรื่องว่าเมืองต่างๆ ของไทยน่าเที่ยวเพียงใด ซึ่งจะเป็นการเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีและเป็นการโน้มน้าวใจที่ดีได้ด้วย 2.การทำเรดิโอ โปรโมชันกับสถานีวิทยุต่างๆ 3.ทำโรดโชว์ เพื่อแสดงให้นักท่องเที่ยวเห็นว่าไทยปลอดภัยและเดินทางเข้ามาได้แล้ว และ 4.การจัดงานทราเวล แฟร์ต่างๆ
รวมถึงในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีการทำ Today in Thailand เป็นปีที่ 7 โดยจะทำที่เกาะช้าง ซึ่งจะเชิญทัวร์ โอเปอเรเตอร์มาร่วมงานด้วย ส่วนแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่เป็นที่นิยมคือทะเล เช่น ภูเก็ต เพราะมีเที่ยวบินบินตรงเข้าได้เลย และยังมีการเชื่อมต่อเที่ยวบินจำนวนมาก เช่น สิงคโปร์แอร์ไลน์ส, คาเธ่ย์แปซิฟิค รวมถึงกาตาร์แอร์เวย์ส เตรียมจะเปิดบินตรงในเส้นทาง โดฮา-ภูเก็ต ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีสมุย เขาหลัก ที่ได้รับความนิยม รวมทั้งจะผลักดันให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปกระบี่และตรังมากขึ้น สำหรับในปี 2553 นี้ ตั้งเป้ามีนักท่องเที่ยว 6 แสนคน และในปี 2554 จะเพิ่มขึ้นอีกราว 2%
ฝรั่งเศสชู "Thailand Fan Club"
นางภัทรพร สิทธิวนิช ผู้อำนวยการททท. สำนักงานปารีส กล่าวว่า จะเน้นการใช้ Social Network รวมทั้งจัดโครงการ "Thailand Fan Club" เพื่อนำนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยแล้วให้ไปบอกต่อ โดยใช้แฟนคลับเป็นเครือข่ายบอกต่อในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งร่วมมือกับบริษัทนำเที่ยว สมาคมต่างๆ เพื่อใช้ฐานข้อมูลสร้างเครือข่าย และทำ Thailand International ให้ความรู้ออกไปมากกว่า 15 เมืองหลักในฝรั่งเศส
พร้อมกันนี้ จะจัดกิจกรรมร่วมกับสมาชิกให้เดินทางมาท่องเที่ยวไทย และเจาะตลาดคุณภาพเน้นกลุ่มฮันนีมูนและกลุ่มครอบครัวมากขึ้น อีกทั้งจะทำงานร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆเช่นคาร์ฟูร์
เพื่อเจาะสมาชิกของห้างสรรพสินค้านั้นๆ รวมถึงจับกลุ่มแม่บ้านให้มาเที่ยวไทย และใช้คนมีชื่อเสียง (Celebrity Marketing) ในการสร้างภาพลักษณ์
ดังเช่นการชักชวนให้ผู้ประกวดนางงามเบลเยียมมาเก็บตัวที่ภูเก็ต และเป็นสปอนเซอร์ให้รายการ Top Model โดยให้ผู้ชนะเดินทางมาเที่ยวไทย ซึ่งจะมีนักข่าวเดินทางมาด้วย รวมถึงการเข้ามอบรางวัลให้นางงามเกาะรียูเนียน (ประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศส) นอกจากนี้จะทำงานร่วมกับบริษัทนำเที่ยว สายการบิน เพื่อขายแพ็กเกจไทย สนับสนุนชาร์เตอร์ไฟลต์เข้าภูเก็ต และเนื่องจากยุโรปให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมหรือ Green Product ปีหน้าจึงจะเน้นภาพลักษณ์ด้านนี้ รวมทั้งให้รางวัลเป็นอินเซนทีฟแก่บริษัทนำเที่ยวที่ขายแพ็กเกจมาไทยได้มาก ที่สุด ให้มาเที่ยวไทยเพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการอยากขายต่อไป
อิตาลีมุ่งฮาร์ดเซลล์เจาะหน้าใหม่
นางวิยะดา ศรีรางกูล ผู้อำนวยการททท. สำนักงานโรม กล่าวว่า ในส่วนแผนการตลาดของอิตาลี สเปน กรีซ โปรตุเกส อิสราเอล อียิปต์ ตุรกี และไซปรัส จะเน้นเจาะตลาดด้านกอล์ฟ และฮันนีมูน ส่วนอีกช่องทางหนึ่งจะเน้นการใช้ Social Network เช่น เฟซบุ๊ก เพราะใช้สื่อสารกับผู้บริโภคได้โดยตรง รวมถึงการประชาสัมพันธ์แบบ word of mouth ในโครงการ "Thailand Fan Club" อย่างในประเทศสเปนมีการจัดประกวดเขียนเรียงความ ในหัวข้อ "Give a reason why you visit Thailand" หรือเหตุผลที่ต้องเดินทางเที่ยวเมืองไทย เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของไทยด้วย
ประกอบกับในตลาดสเปนจะมีการทำโคแบรนด์ (Co-Brand) กับร้าน Lodi แบรนด์รองเท้าและเครื่องหนังชั้นนำจากสเปน และ Etxart & Panno แบรนด์เครื่องประดับและเสื้อผ้า ทั้ง 1,200 สาขาทั่วสเปน โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโฆษณาร่วมกันในธีม I Love Thailand และจะมีการจับสลากให้รางวัลมาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งตรงนี้จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ได้ดี เพราะ 50% ในสเปนจะเป็นการขายกลุ่มไฮเอนด์ และกลุ่มฮันนีมูน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว นอกจากนี้ จะนำทราเวล เอเยนต์จากสเปนราว 300 เอเยนต์ ซึ่งมีทั้งเอเยนต์ที่ขายแพ็กเกจท่องเที่ยวไทยและไม่ขาย มาประชุมที่ไทยเพื่อจะได้เห็นโปรดักต์ท่องเที่ยวของไทย และจะได้กลับไปขายแพ็กเกจไทย
รวมทั้งเน้นกระตุ้นตลาดคุณภาพมากขึ้น เช่น กอล์ฟ ซึ่งจะมีการทำกอล์ฟ ทัวร์นาเมนต์ในอิตาลี รวมทั้งจะมีการนำชาวอิตาลี 120 คน เข้ามาตีกอล์ฟในไทย ทั้งนี้ การใช้ Social Network จะเป็นการสร้างฐานลูกค้าที่ดี เพราะสัดส่วนของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเป็นกรุ๊ปทัวร์มีราว 19% และนักท่องเที่ยวที่เดินทางลำพัง (FIT) มีราว 81% ซึ่งเป็นการบุ๊กกิ้งด้วยตนเอง อีกทั้งตลาดออนไลน์เป็นตลาดที่ได้ผลเร็วที่สุด และใช้เงินน้อย และเนื่องจากมีสัดส่วนของนักท่องเที่ยวมาซ้ำหรือรีวิสิตราว 70% ส่วนอีก 30% เป็นนักท่องเที่ยวใหม่หรือเฟิสต์วิสิต ดังนั้น จึงจะมีการทำฮาร์ดเซลล์กับทัวร์โอเปอเรเตอร์เพื่อดันยอดของนักท่องเที่ยว เฟิสต์วิสิตให้เพิ่มขึ้น และจะร่วมมือกับสายการบินพาโนรามาของอิตาลีและการบินไทย ในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย ซึ่งหากปีหน้าเหตุการณ์ทุกอย่างปกติ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นราว 6-7% จากปี 2553 ที่ตั้งเป้าราว 163,000 คน
ลอนดอนเจาะกรีน ทัวริซึม
นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการททท. สำนักงานลอนดอน กล่าวว่า แผนการตลาดของตลาดลอนดอนคือ การร่วมมือกับผู้ประกอบการทัวร์ ติดอันดับ 1 ใน 5 เพื่อผลักดันให้เกิดการขายโปรแกรม และตั๋วราคาพิเศษกระตุ้นให้เกิดการเดินทางมาเที่ยวไทย รวมถึงมีโปรแกรมร่วมกับการบินไทย เที่ยวบินละ 50 ที่นั่ง เพื่อนำไปเจรจากับเอเยนต์ทัวร์ ในการกระตุ้นนักท่องเที่ยว, การทำแพ็กเกจทัวร์ สนับสนุนการโฆษณา และเน้นตลาดออนไลน์ การทำไดเร็กต์เมล์ พร้อมยังร่วมมือกับการบินไทย จัดมีเดียแฟมเข้ามา โดยเน้นกรีน ทัวริซึม ในตลาดหลัก เช่น ตลาดฮันนีมูน และตลาดครอบครัว โดยต้องการจะจับตลาดนี้ให้ชัดเจนขึ้น และจะขายเป็นแพ็กเกจในราคาพิเศษราวกว่า 3 หมื่นบาท ทั้งจะเน้นออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง เพราะคนจะเข้าไปเปรียบเทียบราคา แล้วกลับมาซื้อกับเว็บไซต์ lastminute.com และทราเวลเอเยนต์
เร่งเครื่องฟื้นตลาดสแกนฯ
นายมานิตย์ บุญฉิม ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. กรุงสตอกโฮล์ม เผยว่าจะเร่งฟื้นฟูตลาดนักท่องเที่ยวจากสแกนดิเนเวีย เป็นการเร่งด่วนโดยเป้าหมายจะต้องให้ฟื้นตัวเป็นอัตราเพิ่มขึ้นก่อนเข้าสู่ ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม เป็นอย่างช้า โดยจะร่วมกับบริษัทนำเที่ยว และสายการบินพันธมิตร จัดทำโครงการ Partner on Demand เพื่อโฆษณาขายรายการนำเที่ยวประเทศไทย และโครงการ Top of The Sales เพื่อให้รางวัลแก่ตัวแทนการขายที่ทำยอดขายรายการนำเที่ยวประเทศไทยได้สูง รวมทั้งจัดทำโครงการ Green Season Special Offers มอบบัตรโทรศัพท์ บัตรรถไฟฟ้า แก่ผู้จองการเดินทางมาประเทศไทยในช่วงเดือน มิถุนายน ถึงเดือน กันยายน เพื่อกระตุ้นการเดินทางก่อนเข้าฤดูหนาวนี้
นอกจากนี้ ได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต จัดงานไทย ฟู้ด แฟร์ ,งานไทย แฟร์ และงานไทยแลนด์ เฟสติวัล ณ เมืองออสโล เมืองทรอมเซอร์ ประเทศนอร์เวย์ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก และเมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน รวมทั้งจัดทำป้ายโฆษณาประเทศไทยติดโฆษณาข้างรถโดยสารประจำทางในเมืองสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวในการเดินทางมาเที่ยวไทย
อย่างไรก็ตามหากไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอีก ไทยยังเป็นประเทศท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ได้ต่อไป โดยที่ผ่านมาได้รับรางวัล Best Tourist Country ติดต่อกันเป็นเวลา 7 ปี และมีนักท่องเที่ยวมาเยือนประเทศไทยกว่าปีละ 800,000 คน
รัสเซีย หนุนแต่งงานในไทย
นายวิษณุ เจริญศิลป์ ผู้อำนวยการททท. สำนักงานมอสโก กล่าวว่า จะเน้นสนับสนุนนักท่องเที่ยวมาซ้ำหรือรีพีตเตอร์ พร้อมกันนี้ยังมีโครงการ "Thailand I Love U " ซึ่งจะเชิญดาราคู่แต่งงานมาไทย รวมทั้งสื่อมวลชนอีกราว 10 ราย เพื่อส่งเสริมการจัดงานแต่งงานในไทย
รวมถึงการเพิ่มนักท่องเที่ยว โดยการเสนอโปรแกรมพิเศษ เช่น เมดิคัล ทัวริซึม, ฮันนีมูน, การจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวโดยรวมประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งนี้อาจจะแยกงบประมาณเป็น 2 ก้อน โดยต้องมีการแบ่งให้ชัดเจนว่าจะทำการตลาดในช่วงซัมเมอร์ (ตุลาคม-มีนาคม) และวินเทอร์ (เมษายน-กันยายน) อย่างไร รวมทั้งต้องมีการเชิญสื่อเข้ามาเพื่อสร้างความมั่นใจว่าขณะนี้ไทยสงบแล้ว ขณะเดียวกัน บริษัทนำเที่ยว โอเปอเรเตอร์ต่างๆ จะต้องทำโปรโมชันร่วมกัน เพื่อผลักดันช่วงซัมเมอร์ให้กลับมา อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้จะไม่ติดลบ
เจาะเมดิคัลฯรอบอ่าวอาหรับ
ด้านตลาดตะวันออกกลาง นายปราโมท ทรัพย์เย็น ผู้อำนวยการททท. สำนักงานดูไบและตะวันออกกลาง เผยว่า แผนกระตุ้นในตะวันออกกลาง จะมีการทำแคมเปญ "Thailand Summer Special Offer" ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสยามนิรมิต ให้บัตรเข้าชม 1,000 ใบฟรี และอีก 4,000 ใบ ลด 20% ในการกระตุ้นนักท่องเที่ยว โดยมีการเปิดตัวในอาบูดาบีแล้ว ต่อไปก็จะขยายไปยังจุดอื่นๆในตะวันออกกลางต่อไป
รวมทั้งแผนทำโรดโชว์ในด้านไทยแลนด์ เมดิคัล ทัวริซึม ในประเทศกาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาเรนห์ และโอมาน และจะเชิญ 5 โรงพยาบาลหลัก เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ ,บำรุงราษฎร์ และปิยะเวท ไปร่วมโรดโชว์ด้วย จากนั้นจะมีการทำแฟมทริปต่อ ภายใต้งบประมาณ 15 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2554 คาดว่านักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 15% จากในปี 2553 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.7 แสนคน มีรายได้เฉลี่ยราว 4,500 บาทต่อคนต่อวัน มีระยะเวลาอยู่เฉลี่ย 10 วัน
มะกัน งัดเซเลบริตี มาร์เก็ตติ้ง
ต่อกันที่ภูมิภาคอเมริกา นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ ผู้อำนวยการททท. สำนักงานนิวยอร์ก กล่าวว่าแผนของตลาดอเมริกาและแคนาดา สิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ ให้คนอเมริกันรู้จักไทยมากขึ้น เพราะคนอเมริกันนิยมไปเที่ยวตลาดใกล้ เช่น เม็กซิโก รวมทั้งกระตุ้นการขายร่วมกัน ผลักดันให้เกิดแพ็กเกจขึ้น
อีกทั้งการทำตลาดจะเน้นออนไลน์มากขึ้น เพราะคนอเมริกันเป็นดิจิตอล ซิติเซน เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่าย อีกทั้งการทำตลาดออนไลน์ใช้งบประมาณน้อย และได้ผลเร็ว รวมถึงมีการทำโรดโชว์ โดยใช้ชื่อ "A New Day in Thailand" โดยเริ่มจากนิวยอร์กไปบอสตัน และวอชิงตัน เพื่ออัพเดตสถานการณ์ในเมืองไทย ให้รับรู้สถานการณ์ที่แท้จริงในขณะนี้
นอกจากนี้ ยังจะมีการทำแผนประชาสัมพันธ์ ผ่านกลยุทธ์เซเลบริตี มาร์เก็ตติ้ง โดยจะนำเซเลบริตีจากสหรัฐอเมริกาเดินทางเข้ามาในเมืองไทย รวมถึงจะนำบล็อกเกอร์ 15 คน เข้ามาสำรวจแหล่งท่องเที่ยวไทย โดยแยกเป็น 3 ทริป ในแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แมส ทัวริซึม หรือเส้นทางท่องเที่ยวทั่วไป, นำเสนอรูปแบบวิถีชีวิต และนำเสนอในสิ่งที่ยังไม่รับรู้มาก่อน ซึ่งการทำงานร่วมกับบล็อกเกอร์จะมีค่าใช้จ่ายน้อยและข้อมูลอยู่ได้นาน
ทั้งหมดล้วนเป็นกลยุทธ์ในการกระตุ้นการท่องเที่ยวสำหรับตลาดทัวริสต์หลักของไทย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,547 11-14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553