Page 1 of 1

รักษ์ป่าไม่รุกป่าวิถีดอยตุงความยั่งยืนจากวิสัยทัศน์สมเด็จย่า

Posted: Fri Feb 03, 2012 4:07 pm
by Sam
เป็นที่ทราบกันดีว่า "ดอยตุง" จังหวัดเชียงรายในวันนี้ สวยงามและคึกคักต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศได้เพราะสมเด็จย่าและพระมหากรุณาธิคุณที่ได้แผ่ไพศาลผ่านโครงการพัฒนาดอยตุง โดยเฉพาะเมื่อ บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์/Dailynews ได้เขียนบทความเรื่อง "เลิกรุกป่าเปลี่ยนเป็นรักษ์ป่า วิถีชีวิต ณ ดอยตุง ต้นแบบ - ตำนาน ความยั่งยืน" ยิ่งทำให้วิสัยทัศน์ของสมเด็จย่าและความพยายามในการฟื้นฟูดอยตุงและผู้คนรายรอบพื้นที่อย่างยั่งยืนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

=====
Image
“การปลูกป่า ถ้าจะให้เกิดผลสำเร็จต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจกับคน เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม และชาวบ้านเป็นเจ้าของดูแลเอง หลักการนี้สามารถนำไปใช้ปลูกป่าสร้างป่าในพื้นที่ไหนก็ได้” ...เป็นมุมมองของคนพื้นที่ “ดอยตุง” ที่เป็นพื้นที่ต้นแบบการสร้างป่าที่ประสบความสำเร็จ จากที่เคยเป็นเขาหัวโล้น ณ วันนี้กลายเป็นป่าสมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง และคนที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ “ปลูกคนให้ปลูกป่าอย่างยั่งยืน” ในวันนี้ ก็คือ “พงษ์ศักดิ์ อภิสวัสดิ์สุนทร” ...

พงษ์ศักดิ์ อภิสวัสดิ์สุนทร เรียนจบในระดับ ปวส. ด้านเกษตร ที่วิทยาลัยเกษตร จ.เชียงราย แล้วก็กลับมาทำงานพัฒนาบ้านเกิด ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธาน อบต.แม่ฟ้าหลวง และหัวหน้าส่วนพัฒนาสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เขาเล่าว่า เป็นคนเผ่าลาหู่ เกิดและเติบโตมาบนดอยตุง โดยดอยตุงบ้านเกิดของเขานั้นมีชาวเขาที่อาศัยอยู่บนนี้ทั้งหมด 6 เผ่า หลัก ๆ คือ อาข่า ลาหู่ จีนยูนนาน ไทยใหญ่ ไทลื้อ ลัวะ

“เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็ก อายุประมาณ 10 กว่าปีนิด ๆ ผมก็พอที่จะได้รู้ได้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ เนื่องจากพ่อของผมเป็นผู้นำหมู่บ้าน ชาวบ้านมีเรื่องราวอะไรก็มักจะมารวมตัวประชุมพูดคุยกันที่บ้านผม ดอยตุงเมื่อก่อนที่จะมีโครงการดอยตุงเข้ามาพัฒนาพื้นที่ บริเวณนี้จะมีลักษณะเป็นเขาหัวโล้น เพราะชนเผ่าบนนี้มีมากขึ้นและขยายตัวมากขึ้น พื้นที่ทำกินของชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่า เพราะชาวบ้านที่นี่ไปเปิดป่า ถางป่าจับจองเป็นพื้นที่ทำกิน ทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ตอนนั้นชาวบ้านทำกันเต็มที่ แต่ไม่พอกิน แต่ด้วยความจำเป็นต้องทำ เพราะเนื่องจากพวกเราไปไหนไม่ได้ เพราะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ปัญหาอีกอย่างของคนบนดอยก็เป็นเรื่องยาเสพติด ที่มีอยู่เยอะในสมัยก่อน ทั้งปลูก ทั้งค้า และบางคนก็เสพ อีกทั้งยังมีชาวบ้านบางกลุ่มที่มีอาชีพค้าอาวุธเถื่อนอีกด้วย

สมัยก่อนการค้ายา ค้าอาวุธ เป็นเรื่องปกติของที่นี่ การปลูกฝิ่นเป็นอีกอาชีพหนึ่งของชาวเขา เพราะปลูกข้าวโพด ปลูกข้าว ไม่พอกิน จึงต้องปลูกฝิ่น พ่อผมก็ทำ ทั้งปลูกฝิ่นและค้าอาวุธ แต่เรื่องการปลูกฝิ่นและการค้ายาเป็นเรื่องที่แอบทำ ที่สำคัญการเดินทางไปค้ายานั้นจะต้องเสียค่าคุ้มครอง เสียส่วย จ้างหน่วยคุ้มกันอีก และยังจะต้องโดนเรียกเก็บภาษีจากชนกลุ่มน้อยอีก และก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ หน่วยราชการอีก แต่คนบนเขาก็ต้องเสี่ยงทำเพื่อที่จะมีกิน เพราะชาวบ้านไม่รู้จะทำอะไร ลงเขาไปข้างล่างก็ไม่ได้ และก็ไม่ได้รับการยอมรับเท่าไหร่” ...พงษ์ศักดิ์ฉายภาพอดีต

ก่อนจะเล่าต่อไปว่า... ส่วนใหญ่คนจะมองว่าชาวเขามักจะติดฝิ่น แต่ที่จริงแล้วพวกที่เสพติดก็มีส่วนหนึ่งที่ห้ามใจไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ที่ใช้ฝิ่นนั้นเพราะตอนนั้นมันจำเป็น เนื่องจากบนนี้ไม่มีสาธารณสุข ไม่มีหมอ ไม่มียารักษาโรค ต้องดูแลรักษากันเอง อย่างชาวบ้านเป็นหวัดก็สูบฝิ่นนิดหน่อยเพื่อรักษาหวัด ถูกตะขาบกัดก็เอาฝิ่นทารอบ ๆ แผลก็หาย ปวดฟัดก็เอาฝิ่นมาอุด หรือเผาแล้วเอามากินนิดหน่อย เพื่อรักษาให้บรรเทา พวกที่ไม่สูบแบบเสพติดก็มี

ส่วนในเรื่องของป่าบนดอยตุง พงษ์ศักดิ์บอกว่า... ในอดีตก็มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาพยายามปลูกป่าให้เกิดขึ้น มาใหม่อยู่เรื่อย ๆ แต่ในช่วงแรก ๆ ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ “ปัญหาในตอนนั้น ที่ป่าไม้ปลูกป่าไม่สำเร็จก็เพราะไม่ได้สร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน ไม่เห็นหัวชาวบ้านอยู่ในสายตา”

“สมัยก่อนนั้นก็มีกรมป่าไม้เข้ามาปลูกป่าในพื้นที่นี้ ชาวบ้านที่นี่ก็มีการต่อต้าน เพราะการที่เข้ามาปลูกป่านั้นเข้ามาปลูกทับบนพื้นที่ทำกินของชาวบ้านด้วย ตอนที่เจ้าหน้าที่เข้ามาปลูกชาวบ้านก็ยอมให้เข้ามาปลูก ไม่ได้ต่อต้าน แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่กลับไปแล้ว ชาวบ้านจะเข้าทำลายต้นไม้ที่ปลูก โดยวิธีกระตุกต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่ทำกินให้ตาย หรือใช้ไฟเผาก็มี แต่ถ้าเป็นที่นอกพื้นที่ทำกินของชาวบ้านเขาก็ไม่ทำ ที่ชาวบ้านทำอย่างนั้นก็เนื่องจากเห็นว่ามาทับที่ทำกิน มองว่ามาเบียดพื้นที่ทำกินของเขา ที่สำคัญตอนที่เจ้าหน้าที่เข้ามาปลูกป่าก็ไปเหยียบย่ำพืชผลของชาวบ้านที่ปลูกกันมา เป็นการทำร้ายน้ำใจ ชาวบ้านเขาก็ทนกันไม่ได้”

จากนั้นช่วงประมาณปี 2530 ก็มี โครงการพัฒนาดอยตุง เข้ามา ซึ่งในช่วงแรก ๆ ชาวบ้านก็มีการต่อต้านกัน เนื่องจากชาวบ้านกังวลและกลัวที่จะถูกขับไล่ให้ออกจากพื้นที่และผลักดันให้ไปอยู่ฝั่งพม่า เพราะชาวบ้านบนนี้ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน อีกอย่างหนึ่งก็เรื่องที่ทำกิน ถ้าเข้ามายึดที่ทำกินชาวบ้านไปหมดแล้วพวกเขาจะทำยังไง นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านเป็นกังวลและคุยกันในกลุ่มชาวบ้าน และอีกมุมหนึ่งที่ชาวบ้านคิดก็คือว่าหน่วยงานจะมาอ้างเรื่องที่ สมเด็จย่า จะมาประทับอยู่ที่นี่ ซึ่งตอนแรกชาวบ้านไม่คิดว่าสมเด็จย่าจะทรงมาจริง นึกว่าหน่วยงานมาหลอก เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยงานที่เข้ามาไม่ทำจริงจังและเอาเปรียบชาวบ้านเยอะ ทำให้ชาวบ้านมองในภาพที่ไม่ดี

“ตอนนั้นถึงกับจะมีการรวมตัวกันประท้วง โดยพ่อผมแหละตัวดี เป็นตัวตั้งตัวตี เนื่องจากพ่อผมพูดได้หลายภาษา ชวนพวกชาวบ้านเผ่าอื่น ๆ ที่อยู่บนนี้มารวมกันประท้วง ปลุกระดมชาวบ้าน ว่าเขาจะมายึดที่ทำกินเรา ถ้าอยู่อย่างนี้ไม่มีที่ทำกิน ตายแน่ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร เพราะทางโครงการดอยตุงใช้วิธีการทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่อยู่บนนี้ ด้วยการใช้คนในท้องถิ่นที่สามารถสื่อภาษากับชาวบ้านได้มาเป็นสื่อกลาง เป็นสะพานเชื่อมทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ว่าโครงการจะทำอะไรบ้าง ทำให้ผู้นำชาวบ้านของกลุ่มต่าง ๆ ก็เริ่มเข้าใจ จึงเลิกต่อต้าน”

นอกจากนั้น โครงการดอยตุงก็นำหน่วยสาธารณสุขเข้ามาและแจกยาฟรี ชาวบ้านก็ดีใจ เจ็บป่วยก็มีคนมาแจกยา มีหมอมาดูแล เพราะก่อนหน้านี้ชาวบ้านไม่มียา เป็นอะไรทีก็ต้องลงไปโรงพยาบาลที่ไกลมาก ต้องเสียเงิน ที่สำคัญกลัวตำรวจอีกเพราะไม่มีบัตร ก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มมองว่าเขามาช่วย ไม่ได้มาทำร้าย ชาวบ้านก็เริ่มเชื่อ เห็นด้วยกับโครงการ

“หลังจากที่โครงการดอยตุงเข้ามา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ดีขึ้นเป็นลำดับ รายได้ต่อเดือนเพิ่มมากขึ้น จากพัน มาเป็นหมื่น ตอนนั้นเราทำงานเฉพาะก่อนหน้าฝน แต่หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วเราก็ไม่ทำอะไรเลย กินข้าวที่ทำ หากินจากของป่าไปเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้ทำงานได้ทั้งปี” …พงษ์ศักดิ์กล่าว

ในมุมมองของพงษ์ศักดิ์ เขาตอกย้ำอีกครั้งว่า... ไม่ว่าจะไปปลูกป่าหรือสร้างป่าในพื้นที่ไหน ถ้าจะให้เกิดผลสำเร็จต้องเริ่มจากการ “สร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่” ก่อนเป็นอันดับแรก สำคัญที่สุดคือการ “รับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน” ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ชาวบ้านเป็นเจ้าของและดูแลเองก็จะทำให้ป่านั้นอยู่อย่างยั่งยืน

“บนดอยตุงนี้ป่ายังสมบูรณ์ ก็เพราะชาวบ้านนั้นเป็นเจ้าของดูแลกันเอง แต่ละหมู่บ้านจะมีเขตปกครองดูแลกันเองอยู่ ไม่ให้ใครเข้าไปตัดทำลาย ถ้าหน่วยงานเป็นพระเอก ก็จบ แต่ถ้าชาวบ้านเป็นพระเอก...

ก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน...”
Image
คนอยู่ได้...ป่าก็อยู่ได้

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงการปลูกป่าที่ถูกต้องและยั่งยืนว่า... วิธีการคือการ “เอาคนเป็นตัวตั้ง ถ้าคนอยู่ได้ ป่าก็อยู่ได้” นี่เป็นแนวคิดฟื้นฟูป่าที่ได้ผล เป็นหัวใจหลักและเป็นกุญแจตัวใหญ่เลย ต้องมีการทำความเข้าใจกับชุมชนและคนก่อน ถ้าทำไม่สำเร็จก็เจ๊งหมด

วันนี้การปลูกป่าส่วนใหญ่ยังไม่คิดถึงตัวนี้เป็นตัวตั้ง ยังคิดเรื่องป่า คิดเรื่องกฎหมาย เป็นตัวตั้ง

“ป่าเราไม่ต้องไปพูดถึง เราพูดถึงคนอย่างเดียว โลกเราจะดีจะเลวต่าง ๆ นานา มันอยู่ที่การกระทำของคนทั้งนั้น ดังนั้นถ้าจะปลูกป่า ทำเรื่องป่า คุณต้องทำเรื่องคนก่อน คนคือศูนย์กลางของความเสียหายทุกอย่าง” ...ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว พร้อมทั้งบอกต่อไปว่า... ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 321 ล้านไร่ พื้นที่ป่าตอนนี้มีอยู่ 33% หรือประมาณ 100 ล้านไร่ ซึ่ง ณ วันนี้ที่เขาปลูกป่ากันก็ประมาณ 50,000 ไร่ต่อปี แต่ป่าสูญหายไปปีหนึ่งประมาณ 100,000 ไร่ ยิ่งปลูกยิ่งหาย มีใครเคยถามไหมว่าทำไม ถ้าถามว่าทำไม ก็กลับไปที่ “คน” ถามว่าคนบุกรุกป่าเพราะอะไร เพราะเขาไม่มีกินเขาก็ไปถางป่าทำเป็นพื้นที่ทำกิน ป่าที่มันหายไปก็เพราะคน เราต้องเข้าใจจุดนี้ก่อน ดังนั้นเราต้องแก้ให้ถูกที่ เกาให้ถูกที่คัน โดยแก้ที่คน ถ้าเราสามารถทำให้คนใช้ที่น้อยลง แต่ได้รายได้มากขึ้น เขาก็ไม่ไปรุกป่า

“อย่างที่ดอยตุง ชาวบ้านต้องทำกิน 100 ไร่ ถึงจะอยู่ได้ทั้งปี แต่ถ้าเราช่วยให้เขาทำนาในพื้นที่ 10 ไร่ แล้วได้ผลผลิตมากกว่าทำ 100 ไร่ ชาวบ้านเขาก็จะใช้พื้นที่ทำกินแค่ 10 ไร่ เหลืออีก 90 ไร่ เขาก็ไม่ทำแล้ว เราก็นำมาทำเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 60% ห้ามบุกรุกห้ามตัดไม้ ส่วนอีก 30% ทำเป็นพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ ปลูกพืชผลที่ชาวบ้านได้ประโยชน์จากป่า ให้เขามีรายได้เพิ่ม เขาก็ไม่ต้องไปรุกป่า”…เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ระบุ.
Image
ข่าวโดย: บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์/Dailynews

Re: รักษ์ป่าไม่รุกป่าวิถีดอยตุงความยั่งยืนจากวิสัยทัศน์สมเด็

Posted: Fri Feb 03, 2012 4:10 pm
by Sam
สำนักงานประสานงานโครงการพัฒนาดอยตุง(พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีกำหนดปิดพระตำหนักดอยตุงอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เป็นการชั่วคราว ในวันอาทิตย์ที่ 5 ถึงวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 ปิดตลอดวัน และวันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 ปิดจนถึงเวลา 12.00 น. จากนั้นเปิดให้เข้าชมพระตำหนักดอยตุงได้ตามปกติ

สำหรับหอแห่งแรงบันดาลใจ สวนแม่ฟ้าหลวง และสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ดอยช้างมูบ คงเปิดให้เข้าชมได้ตามปกติ

ประกาศ ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555

แหล่งข่าว: คุณจุฬาพงษ์ หาญเจริญ/เชียงรายโฟกัสดอทคอม

สร้าง"ป่า"รับมือ"น้ำ"วิถีดอยตุงความยั่งยืนจากวิสัยทัศน์สมเด็

Posted: Mon Feb 13, 2012 6:16 am
by Sam
Image
ดอยตุงโมเดล สร้าง"ป่า"รับมือ"น้ำ"

การทำงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ดำเนินมาได้ช่วงเวลาหนึ่ง ในขณะที่ผู้คนคาดหวังให้มีมาตรการป้องกัน-ระวังภัยจากน้ำท่วมใหญ่ ไม่ให้ซ้ำรอยปีที่ผ่านมา

"เมืองไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำอย่างเดียว เพราะทุกครั้งที่คิดจะทำ คิดจะวางแผน เป็นต้องตกม้าตายด้วยคำว่า "บริหารจัดการ" ทุกที ก็ลองดูอย่างสนามบิน รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน กว่าจะมีได้ก็ใช้เวลานานเป็น 30-40 ปี ทำไมคนไทยชอบรอให้เกิดเรื่องถึงจะทำงานกันได้ ทั้งที่เราก็มีหัวมีความคิดแต่แขนขากลับไม่ยอมขยับ" ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ปรึกษากยน. และที่ปรึกษาอนุ กรรมการฟื้นฟูป่าไม้และต้นน้ำ กล่าวถึงความรู้สึกที่อยากให้งานเดินหน้าอย่างจริงจัง

ก่อนจะบรรยายความในใจต่อว่า "ผมรู้ตัวดีว่ามีฐานะเป็นแค่ที่ปรึกษาให้ได้แต่คำแนะนำ ส่วนงานจะเดินหรือไม่มันขึ้นอยู่ที่ผู้นำ ตอนนี้กระตือรือร้นเพราะน้ำท่วมกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครก็คาดไม่ถึง แต่ธรรมชาติของคนไทยทำอะไรไม่เกินเดือนเดี๋ยวก็ลืม ปัญหาที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกเลยเข้าคอนเซ็ปต์ เปลี่ยนรัฐบาลแต่ไม่เปลี่ยนปัญหา"

ดร.สุเมธกล่าวอธิบายแผนงาน "ดอยตุงโมเดล" ข้อเสนอแนะที่กยน.หวังให้รัฐบาลจะสานต่ออย่างจริงจัง

"เพราะเราชอบพูดว่าต้องแก้ไขแบบบูรณาการ แบบยั่งยืน แต่เอาเข้าจริงกลับเสียเวลานั่งงมเข็มในมหาสมุทรอยู่ที่ปลายเหตุ ผมพูดเสมอว่าตัวเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่จากการตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มากว่า 30 ปี ทำให้ผมรู้ว่าเราต้องมองน้ำด้วยสามัญสำนึก"

ที่ปรึกษากยน. กล่าวว่า ธรรมชาติของน้ำคือไหลจากเหนือลงสู่ใต้ จากสูงไปหาต่ำ ดังนั้นถ้าจะแก้เรื่องน้ำจริงๆ ต้องมองที่ต้นน้ำบนภูเขาทางภาคเหนือ ว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ป่าไม้ของเราถูกทำลายมากขนาดไหน ถูกทำลายมานานเท่าไหร่และยังถูกทำลายอยู่ทุกวี่วัน

เมื่อน้ำมาจึงไหลพรวดพราดเข้าเมือง พัดทำลายบ้านเรือน ถนนหนทาง สิ่งปลูกสร้างที่เราไปตั้งขวางทางน้ำ

ขณะที่ฟลัดเวย์ซึ่งในหลวงทรงรับสั่งตั้งแต่ปี 2538 กลับไม่มีใครคิดทำ น้ำมากเราก็บ่น ผ่านไปไม่ถึงเดือนพอน้ำแล้งเราก็บ่นอีก ข้าราชการไทยเลยสนุกกับการของบประ มาณ เงินน้ำท่วมยังใช้กันไม่หมดก็รีบยื่นเรื่องของงบน้ำแล้ง วนเวียนเป็นวัฏจักรของปัญหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปลูกป่าจริงๆ ไม่ใช่กรมป่าไม้บอกว่าปลูก กรมอุทยานก็ปลูก ภาครัฐภาคเอกชนก็ออกมาบอกว่าช่วยกันปลูก

"ไหนล่ะป่า ไหนล่ะแหล่งกักเก็บน้ำ เราปลูกป่าแบบทำไปถ่ายรูปไปให้เห็นว่าฉันคือคนปลูก แต่ไม่เคยนึกถึงความเป็นจริงของสภาพภูมิประเทศและอากาศ ต้นกล้าที่ปักลงดินแบบไม่มีใครรดน้ำ ปลูกอย่างไรมันก็ตายหมด" ดร.สุเมธกล่าว

คําถามคือแล้วป่าบนดอยตุงเขียวชอุ่มตลอดปีได้อย่างไร ดร.สุเมธตั้งคำถามและตอบว่า เพราะเราทำตามพระราชดำริของในหลวง ด้วยการแบ่งโซนปลูกป่า

กำหนดส่วนที่ 1 ในพื้นที่ร้อยละ 60 เป็นป่าอนุรักษ์ด้วยการ "ปลูกป่าแบบไม่ปลูก" คือ เลือกพื้นที่ที่เหมาะสมและปล่อยให้ป่าฟื้นตัวขึ้นมาเอง โดยไม่รบกวน ไม่นำพันธุ์ไม้ต่างถิ่นเข้าไปปลูกทำลายสภาพดิน ทำลายระบบนิเวศ

ส่วนที่ 2 ร้อยละ 30 แบ่งเป็น "ป่าเศรษฐกิจ" เน้นให้ชาวบ้านปลูกพืชยืนต้นที่นำไปขายเป็นรายได้เสริม

เช่นเดียวกับ "ป่าใช้สอย" ซึ่งเติบโตเองตามธรรมชาติและให้ประโยชน์เป็นของกินของใช้จากป่า

ขณะที่ร้อยละ 10 ในส่วนสุดท้าย ก็ปล่อยให้ชาวบ้านทำเกษตรกรรม ปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ เป็นรายได้หลัก แค่นี้ชาวบ้านก็รู้จักที่จะรักป่าโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ

ถ้าเราทำตามนี้ได้ ผมเชื่อว่าไม่ต้องรอ 20-30 ปี กว่าป่าจะทำหน้าที่ของมัน บนดอยตุงใช้เวลาแค่ 7 ปี ก็เห็นเป็นความสำเร็จ แล้ว ทำไมที่อื่นถึงจะทำตามไม่ได้" เลขาธิ การมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าว

ด้าน ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานอนุกรรมการฟื้นฟูป่าไม้และต้นน้ำ กล่าวเสริมว่า การปลูกป่าไม่ใช่แค่เพาะเมล็ดพันธุ์แล้วเอาต้นกล้าไปปลูกให้กลายเป็นป่า แต่เราต้องเริ่มปลูกที่ "คน"

ประธานอนุกรรมการฟื้นฟูป่าไม้และต้น น้ำ กล่าวว่า ไม่เคยโทษชาวบ้านที่บุกรุกป่าเพื่อปลูกฝิ่น เพราะไม่ใช่ความผิดของคน จนๆ ที่ต้องหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ในเมื่อไม่มีข้าวจะกินก็ต้องทำไร่ฝิ่น เมื่อเริ่มค้ายาเสพติด ขบวนการอบายมุขก็ตามมาอีกมาก ทั้งค้าอาวุธสงคราม ค้าผู้หญิง

"ดังนั้นถ้าจะแก้ให้ได้ผล ก็ต้องแก้ที่คนเป็นหลัก โลกนี้จะดีจะเลวมันขึ้นอยู่ที่คนเท่านั้น" คุณชายดิศกล่าว

ก่อนจะอธิบายว่า "เมื่อถามว่าแล้วป่าหายไปได้อย่างไร คำตอบก็วกกลับมาที่คนเป็นผู้บุกรุก สมัยผมเด็กๆ ประเทศไทยมี 8 ล้านคน ตอนนี้มีมากถึง 60 กว่าล้านคน เทียบกับพื้นที่ทั้งหมด 321 ล้านไร่ เรามีป่าแค่ ร้อยละ 33 ก็ประมาณ 100 กว่าไร่ มันไม่ใช่อัตราป่าที่เหมาะสมจะใช้กักเก็บน้ำ หรือให้ประโยชน์ต่อคนได้ทั้งประเทศ

แถมปีๆ หนึ่งเราปลูกป่าได้แค่ 50,000 ไร่ แต่กลับทำลายเป็น 100,000 ไร่ ทุกๆ ปี มันเลยไม่แปลกที่เราจะมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซากอยู่อย่างนี้

ผมบอกได้เลยว่าจากประสบการณ์การทำงาน 40 ปี ใต้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จย่าและในหลวง ปลูกป่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราทำได้ถ้าปลูกให้คนรู้จักรักษ์ป่า

สิ่งนี้เป็นงานที่โครงการดอยตุงทำมาตลอด 24 ปี เราประสบความสำเร็จได้ เพราะเข้าหาชุมชน แสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าการปลูกป่ามันมีแต่ได้กับได้"

ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าวต่อว่า ยิ่งในยุคสังคม "3 จี" ที่มีแต่ ความโลภ (Greed) การขยายตัว (Growth) และ ความไม่สมดุลของโลก (Global Imbalance) เรายิ่งต้องวางแผนรับมือให้ทันท่วงที

เมื่อก่อนชาวบ้านต้องปลูกฝิ่น 100 ไร่ ถึงจะอยู่ได้ทั้งปี พอเราสอนให้เขาทำนาบนพื้นที่แค่ 10 ไร่ แต่ได้ผลผลิตมากเป็น 3 เท่า ถามหน่อยว่า ใครจะยอมเหนื่อยถางป่า เพราะทำแทบตายก็ได้เงินไม่ถึงครึ่ง เราก็เอาที่ทำกินทิ้งร้าง 90 ไร่ ไปเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์สักร้อยละ 60 อีกร้อยละ 30 ก็ทำเป็นป่าเศรษฐกิจ ปลูกพืชผลที่ชาวบ้านจะได้รับประโยชน์ เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็ไม่มีใครอยากบุกรุกป่า

การที่ดร.สุเมธเลือกโครงการดอยตุงเป็นต้นแบบในการฟื้นฟูป่าไม้และต้นน้ำ ก็เพราะประสบความสำเร็จจริง พิสูจน์ได้จริง จากปัจจัยง่ายๆ แค่ 3 ข้อ

หนึ่ง เราต้องสร้างผู้นำที่เข้มแข็ง สามารถดูแลชาวบ้านดูแลป่า ไม่ย่อท้อต่อการทำงานที่เห็นผลลัพธ์ช้า

สอง โครงการที่ทำต้องตอบโจทย์ชาวบ้าน ไม่ใช่สนองความอยากของคนทำ

สาม การบริหารจัดการที่ดีที่ต่อเนื่อง ทำให้คนในชุมชนอยากสานต่อโครงการโดยไม่ต้องมีใครออกมาสั่ง

"คุณไปดูได้เลย ทุกวันนี้ชาวบ้านบนดอยตุงยังดูแลป่าและน้อมนำทำตามคำสอนของสมเด็จย่า แม้ท่านจะสิ้นพระชนม์ไปนานถึง 17 ปีแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังรักป่า ใครมาตัดมาทำลายไม่มียอม ช่วยกันดูแลแบ่งหน้าที่ที่มีต่อต้นไม้ทุกๆ ต้น เพราะเขารู้แล้วว่าไม่มีอะไรยั่งยืนไปกว่าธรรมชาติและการอยู่แบบพอเพียง นี่เผลอแป๊บเดียวกลายเป็นเจ้าของโรงงานทำกาแฟ ทำผลิตภัณฑ์จากถั่วแมคคา เดเมีย ไม่ต้องง้อธุรกิจมืดเหมือนในอดีต" เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าว

พร้อมกันนี้ยังเผยว่า พูดได้อย่างภูมิใจเลยว่าโครงการดอยตุงช่วยเหลือชาวเขาจนมีกินมีใช้ ทั้งที่ปีๆ หนึ่งเรามีรายจ่ายมากกว่า 17 ล้านบาท กับคนงานอีก 1,700 คน ที่ต้องดูแล แต่เรากลับสร้างคน สร้างอาชีพ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีโดยไม่ต้องของบจากรัฐบาล นี่แหละความสำเร็จที่ดอยตุงทำได้

"โครงการดอยตุงนี้ ทำให้ป่าดีขึ้นและคนก็อยู่ได้ด้วย อีกไม่นานชาวบ้านจะเข้ามาถือหุ้นแทนเรา ณ วันนี้เขาอยู่ได้ แต่ขาดอย่างเดียวที่ยังไม่มั่นใจ ก็คือการควบคุมคุณภาพ ถ้าเขาสามารถควบคุมได้ ผมยินดีที่จะให้เขาบริหารจัดการด้วยตัวเอง"

เพื่อเป็นต้นแบบของชุมชนอื่นๆ ที่ชาวบ้านจะร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7746 ข่าวสดรายวัน หน้า 21