[บันทึกเดินทาง] เชียงตุง - เมืองลา เมื่อหน้าฝน (2007) • ย้อนรอยวัฒนธรรมไต ทุ่งนาเขียวขจี และมนต์เสน่ห์เมืองร้อยวัด
Posted: Sun Sep 13, 2026 2:48 pm
เชียงตุง - เมืองลา เมื่อหน้าฝน (ย้อนรอยความทรงจำ 2007)
เส้นทางสายวัฒนธรรมไต ทุ่งนาเขียวขจี และมนต์เสน่ห์แห่งเมืองร้อยวัดในอ้อมกอดขุนเขา
เรื่องและภาพถ่ายบันทึกประวัติศาสตร์: คุณมนัส (iammanus / เรื่องเล่าคราวเดินทาง) | เรียบเรียงและบูรณาการบทความสู่ iChiangrai Community (Forum #18)
เชียงตุง (เขมรัฐนครเชียงตุง / Kyaing Tong) เมืองเอกสำคัญในรัฐฉานตะวันออกของประเทศพม่า ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทย ณ ด่านแม่สาย - ท่าขี้เหล็ก ประมาณ 168 กิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาว ไต หรือ ไท นับเป็นชุมชนชาวไตขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง มีชาวพม่าอาศัยอยู่บ้างแต่ถือว่าน้อยมาก ชนกลุ่มใหญ่ที่สุดคือชาว ไทขึน (ไทเขิน) นอกจากนั้นตามหมู่บ้านรอบนอกที่ทอดขนานไปจนถึงเมืองยองและเมืองลา ยังประกอบด้วยพี่น้องชาว ไทใหญ่, ไทลื้อ, ไทยอง และกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงหลากหลายเผ่า
ภูมิประเทศของเชียงตุงเป็นเมืองเล็กในแอ่งกระทะกลางหุบเขา การเดินทางในอดีตต้องนั่งรถลัดเลาะข้ามเทือกเขาสูงชันคดเคี้ยวนับร้อยโค้ง คล้ายเส้นทางสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนของไทย ทว่าถนนหนทางในยุคที่พม่าเริ่มเปิดประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยวได้รับการปรับปรุงลาดยางอย่างดี ทำให้การเดินทางจากท่าขี้เหล็กลัดเลาะไปตามลำน้ำขึนใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงเศษ
จุดเด่นของเส้นทางนี้คือการผ่าน "ด่านตรวจ":
ตลอดระยะทาง 168 กิโลเมตร มีด่านตรวจรวมถึง 12 ด่าน ทั้งด่านรัฐ ด่านราษฎร์ และด่านเอกชนของชนชาติต่างๆ ที่มีอำนาจปกครองในเขตพื้นที่ของตน คนเดินทางทุกคนต้องนำใบผ่านแดนไปประทับตราให้ครบทุกจุด
จุดแวะพักระหว่างทาง: บ้านท่าเดื่อ vs เมืองพยาก
จุดพักรถสำหรับรับประทานอาหารกลางวันและเข้าห้องน้ำมี 2 จุดหลัก คือ เมืองพยาก (Pyak) และ บ้านท่าเดื่อ ซึ่งนักเดินทางมักกระซิบตรงกันว่า อาหารที่บ้านท่าเดื่อรสชาติถูกปากคนไทยมากกว่า ส่วนเมืองพยากนั้นพวกเรามักให้ฉายาหยอกเย้าว่า "เมืองกินยาก" เพราะรสชาติและวัตถุดิบพื้นเมืองค่อนข้างแตกต่างจากที่เราคุ้นเคย
จากเชียงตุง นั่งรถต่อไปอีกราวชั่วโมงครึ่ง ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ผ่านด่านตรวจอีก 3 ด่าน (ด่านสุดท้ายต้องชำระค่าผ่านเข้าเมืองลา 36 หยวนต่อคน) เราก็เดินทางมาถึง เมืองลา (Mong La / Special Region 4)
เมืองลาตั้งอยู่ติดกับ เมืองต้าล่อ แคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน จัดเป็นเขตปกครองพิเศษหนึ่งในสี่ของรัฐฉาน ซึ่งเกิดจากการเจรจาสงบศึกระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังติดอาวุธเมืองลา นำโดยผู้ปกครองเชื้อสายจีนที่มีอำนาจบริหารจัดการเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้นักลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่หลั่งไหลเข้ามาเนรมิตเมืองชายแดนแห่งนี้ให้กลายเป็นมหานครแห่งแสงสี โรงแรมหรู ผับ บาร์ และคาสิโนขนาดใหญ่ที่หมุนเวียนเงินตรามหาศาล
การปิดตัวของคาสิโนเมืองลา:
ทว่าในเวลาต่อมา รัฐบาลจีนเห็นว่าข้าราชการและพลเมืองจีนข้ามแดนมาเล่นการพนันจนสูญเสียทรัพย์สินมหาศาล จึงใช้มาตรการเด็ดขาดกดดันให้คาสิโนในเมืองลาปิดตัวลง พร้อมสั่งปิดด่านพรมแดนจีน-พม่า เมืองลาในวันนี้จึงแปรเปลี่ยนเป็นเมืองที่เงียบเหงา ตึกรามบ้านช่องและโรงแรมหลายแห่งถูกทิ้งร้าง สะท้อนสัจธรรมแห่งความไม่เที่ยงของกระแสทุนนิยม
วัดจินตะและปริศนา "พระชี้นิ้ว":
ท่ามกลางความเป็นเมืองพาณิชย์ วัดจินตะ คือสัญลักษณ์แห่งพุทธศาสนาที่เด่นชัดที่สุด เจดีย์สีทองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา สามารถมองเห็นได้จากทุกมุมเมือง และเมื่อขึ้นไปบนวัด ก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองลาได้ทั้งเมือง
ยามค่ำคืนในเมืองลา ร้านอาหารจีนเปิดให้บริการอย่างคึกคัก ทว่าสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวไทยตกตะลึงคือการวางขาย "อาหารป่า" แบบเปิดเผย มีสัตว์ป่าตัวเป็นๆ ขังไว้ในกรงหน้าร้าน ทั้งตัวตุ่น นิ่ม ตะกวด เต่า ตุ๊กแก และงู ให้ลูกค้าเลือกสั่งปรุงสดๆ ทำให้พวกเราเลือกที่จะสั่งเพียงเมนูหมู ไก่ ปลา และรีบไปเดินชมตลาดกลางคืน
รุ่งอรุณที่ตลาดเช้าเมืองลา:
เมื่อฟ้าสาง ตลาดกลางคืนก็แปรสภาพเป็นตลาดเช้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง จุดเริ่มต้นของวันใหม่เริ่มต้นด้วยมื้อเช้าอันอบอุ่น: น้ำเต้าหู้ร้อนๆ ปาท่องโก๋กรอบนอกนุ่มใน ติ่มซำ ซาลาเปาไส้แน่น และเฝอน้ำซุปกลมกล่อม ทั้งหมดซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วย เงินหยวน (RMB)
ภาพสะท้อนชีวิตและตลาดค้าสัตว์ป่า:
เมื่อเดินลึกเข้าไปยังอีกฝั่งของตลาด ก็พบกับภาพที่ชวนให้สะเทือนใจ นั่นคือโซนค้าสัตว์ป่าหายาก มีการขังกรงสัตว์นานาชนิด ทั้งตัวตุ่น ลิง ตัวนิ่ม รวมถึงชิ้นส่วนอุ้งตีนหมีวางขายอย่างโจ๋งครึ่มตามรสนิยมบริโภคของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เป็นภาพที่กระตุ้นให้พวกเราอยากหลีกหนีความวุ่นวายไปพึ่งพาความสงบในศาสนสถาน
วัดพระนอน และ ประตูด่านพรมแดนจีน-พม่า (Check point to China):
ไม่ไกลจากตลาดเช้า เป็นที่ตั้งของ วัดพระนอน ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ศิลปะพม่าอันงดงาม และข้างวัดยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานท่องเที่ยวสำหรับประทับตราเอกสารผ่านเมือง
จุดแวะชมสำคัญก่อนอำลาเมืองลา คือ ซุ้มประตูด่านพรมแดนพม่า-จีน ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างเมืองลากับเมืองต้าล่อ แคว้นสิบสองปันนา แม้ในวันที่ด่านปิดทำการและเงียบเหงา แต่ซุ้มประตูใหญ่โตและหลักเขตแดนยังคงเป็นจุดถ่ายภาพประวัติศาสตร์
ก่อนเที่ยงวัน เราออกเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่เชียงตุง ทันทีที่พ้นเขตเมืองลา อาคารคอนกรีตสูงใหญ่ก็ค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยทิวทัศน์ท้องทุ่งนาเขียวขจีผืนกว้างใหญ่ และสวนยางพาราที่ปลูกเป็นทิวแถวตามไหล่เขา
ระหว่างทาง เราได้แวะเยือน หมู่บ้านชาวไทลื้อ ที่ยังคงรักษาวิถีดั้งเดิมไว้อย่างน่าประทับใจ
เสน่ห์การแต่งกายและไมตรีจิตของชาวไทลื้อ:
สาวไทลื้อสวมเสื้อเข้ารูปคอกลมผ่าอกหรือผ่าข้างสีสันสดใส นุ่งซิ่นลายขวางทอมือยาวกรอมเท้า ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ยังคงนุ่งห่มด้วยผ้าทอสีพื้นเรียบง่ายตามประเพณี เมื่อก้าวเข้าไปในหมู่บ้าน ทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่ต่างส่งยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง
สถาปัตยกรรมเรือนไม้ "มุงดินขอ":
บ้านเรือนชาวไทลื้อเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูง หลังคาลาดต่ำทรงจั่วสูง เอกลักษณ์คือมีหลังคาซ้อนมุงชายคารอบนอกอีกชั้นหนึ่งจนแทบมองไม่เห็นฝาบ้าน โครงสร้างเสาบ้านวางตั้งอยู่บนก้อนหินเพื่อป้องกันปลวกและความชื้น และมุงด้วย ดินขอ (แผ่นกระเบื้องดินเผา) เรียงซ้อนชั้นอย่างสวยงาม
ในวันพระใหญ่ พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยชาวไทลื้อจะพากันไปปูเสื่อนั่งถือศีลและฟังธรรมในโบสถ์วัดไทลื้อกลางเขา เมื่อพวกเราเข้าไปกราบนมัสการพระประธาน พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยต่างนำน้ำดื่ม ขนมฟักทอง และขนมต้มมาแบ่งปันให้พวกเรารับประทาน ภาษาไทลื้อนั้นใกล้เคียงกับภาษาล้านนาของเชียงราย ทำให้พูดคุยสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจและอบอุ่นหัวใจอย่างยิ่ง ก่อนลาจาก แม่อุ๊ยยังย้ำเตือนด้วยรอยยิ้มว่า "อย่าลืมแวะมาแอ่วอีกเน้อ เมืองไทยกับเมืองลาอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง"
ผ่านเมืองม้า และนาขั้นบันได:
ถัดจากหมู่บ้านไทลื้อไม่ไกล เรามองเห็นหมู่อาคารตึกสีขาวสร้างเรียงรายกัน นั่นคือ เมืองม้า ซึ่งเป็นแหล่งตั้งคาสิโนแห่งใหม่ที่ย้ายฐานมาจากเมืองลา แม้จะมีนักท่องเที่ยวบางส่วนข้ามแดนมาเล่น แต่คณะเราเลือกที่จะมุ่งหน้าต่อไปยังเชียงตุง เพลิดเพลินกับทัศนียภาพนาขั้นบันไดสีเขียวมรกตที่เรียงรายสลับกับสวนยางตลอดสองข้างทาง
บทที่ ๔: เชียงตุง "เมืองร้อยวัด" — สถาปัตยกรรมไทเขิน พระชี้นิ้ว และจิตวิญญาณแห่งล้านนาตะวันออก
เมื่อรถแล่นเข้าสู่ที่ราบกว้างใหญ่ สองข้างทางเปลี่ยนเป็นท้องนาผืนราบเขียวขจี เป็นสัญญาณว่าเราได้มาถึง เชียงตุง — เมืองสามจอม เจ็ดเชียง เก้าหนอง สิบสองประตู อย่างสมบูรณ์
เชียงตุงได้ชื่อว่าเป็น "เมืองร้อยวัด" เพราะไม่ว่าจะเหลียวมองไปทางใด ก็จะพบยอดเจดีย์และหลังคาวิหารวัดวาอารามกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง การเริ่มต้นสำรวจเมืองที่สะดวกที่สุด คือการเริ่มต้นที่ วงเวียนวัดพระเจ้าหลวง (หอนาฬิกา)

๑. วัดพระเจ้าหลวง (วัดมหาเมี๊ยตมุนี):
วัดหลวงศูนย์รวมศรัทธาสูงสุดของชาวเชียงตุง สร้างโดย เจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าผู้ครองนครเชียงตุง ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อโลหะผสมทองคำ พระพักตร์งดงามเปล่งปลั่ง มีพุทธลักษณะจำลองแบบมาจากพระมหามุนีแห่งเมืองมัณฑะเลย์

๒. วัดพระแก้ว และ วัดหัวข่วง:
ตรงข้ามวัดพระเจ้าหลวงทางทิศตะวันตก คือ วัดพระแก้ว ประดิษฐานพระแก้วมรกตจำลองและพระพุทธรูปโบราณศิลปะไทเขิน ซึ่งเปิดให้สักการะเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา
ถัดไปอีกฝั่งถนนคือ วัดหัวข่วง พระอารามหลวงอันทรงคุณค่า มีซุ้มประตูโขงซ้อนชั้นวิจิตรอลังการตามแบบฉบับศิลปะไทเขิน และเป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรมของเหล่าสามเณรน้อย




๓. ตำหนักเจ้าบุญวาทย์ และ วัดพระธาตุจอมคำ:
เดินผ่านโรงแรมนิวเชียงตุงไปเล็กน้อย จะพบกับ ตำหนักเจ้าบุญวาทย์ (หอขวาง) ราชบุตรของเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง อาคารสไตล์โคโลเนียลผสมผสานที่ถูกทิ้งร้างหลังจากเจ้าของต้องลี้ภัยการเมือง
ฝั่งตรงข้ามมีทางเดินขึ้นสู่ยอดเขา วัดพระธาตุจอมคำ พระเจดีย์สีทองคำแท้สูงตระหง่านถึง 226 ฟุต ยอดประดับเพชรพลอยล้ำค่า ที่ระเบียงวัดสามารถมองเห็นทิวทัศน์เวียงเชียงตุง และพระชี้นิ้วบนยอดดอยจอมสักได้อย่างชัดเจน




๔. วัดจอมมน และ ต้นยางใหญ่ 270 ปี (ไม้หมายเมือง):
บนเนินเขาด้านทิศตะวันออกเป็นที่ตั้งของ วัดจอมมน ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานและ พระบัวเข็มจำลอง ที่มีพุทธลักษณะกลมมนจากการปิดทองคำเปลวหนาแน่น
ใกล้กันนั้นคือ ต้นยางใหญ่ ต้นไม้มงคลขนาด 9 คนโอบ อายุยืนยาวกว่า 270 ปี ปลูกโดยเจ้าอ้าย ราชบุตรของเจ้าฟ้ากองไต ถือเป็น "ไม้หมายเมือง" หรือหลักหมุดสัญลักษณ์ศูนย์กลางเมืองเชียงตุง



๕. วัดจอมสัก — พระชี้นิ้วองค์จริงผู้พิทักษ์นคร:
สัญลักษณ์ที่โด่งดังที่สุดของเชียงตุงคือ วัดจอมสัก บนยอดเขา ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนชี้นิ้วองค์ใหญ่ ศิลปะพม่าที่งดงามสมบูรณ์แบบ พระพักตร์อิ่มเอิบได้รูป จีวรริ้วพริ้วไหวประณีต นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงสู่เวียงเชียงตุง เป็นจุดชมวิวเมืองแบบ 360 องศาที่ทุกคนต้องมาเยือน





บทที่ ๕: วิถียามเย็นริมหนองตุง และรุ่งสาง ณ กาดหลวง — ลมหายใจแห่งเขมรัฐ
ยามเย็นริมหนองตุง:
ช่วงบ่ายแก่ๆ คณะเราลงมาดื่มด่ำกับบรรยากาศอันแสนสงบของ หนองตุง ทะเลสาบธรรมชาติใจกลางเมืองเชียงตุง เมื่อมองขึ้นไปบนเนินเขาด้านหนึ่งจะเห็นพระชี้นิ้ววัดจอมสัก อีกด้านหนึ่งมองเห็นยอดทองของพระธาตุจอมคำสะท้อนผืนน้ำระยิบระยับ
เราเลือกนั่งร้านน้ำชาโต๊ะเตี้ยริมหนอง สั่งของทอดร้อนๆ เช่น ซาโมซ่า กุ้งทอด ถั่วทอด ผักชุบแป้งทอดกรอบ มาแกล้มกับน้ำชาร้อน และจิบ เบียร์พม่า (Myanmar Beer) เย็นฉ่ำ นั่งมองแสงอาทิตย์อัสดงค่อยๆ ลาลับขอบฟ้า เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอันเรียบง่ายที่ยากจะลืมเลือน

รุ่งสาง ณ กาดหลวงเชียงตุง:
เช้าวันสุดท้ายเริ่มต้นที่ กาดหลวงเชียงตุง (ตลาดใหญ่) แหล่งรวมชีวิตและวัฒนธรรมอันคึกคัก ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งชาวไทเขิน ไทลื้อ ไทใหญ่ และชาวไทยภูเขา ต่างนำพืชผลและสินค้ามาวางขาย มีทั้งของสด ผัก ผลไม้ เสื้อผ้าทอมือ เครื่องเงิน เครื่องเขิน และที่น่าทึ่งคือ แผงขายทองคำแท้ ที่ตั้งโต๊ะขายกันกลางตลาดอย่างเปิดเผย สะท้อนถึงความปลอดภัยและความซื่อสัตย์ในสังคม





ด้านหน้าตลาดมี ร้านกาแฟโบราณ ที่เสิร์ฟกาแฟร้อนหอมกรุ่นคู่กับ ปาท่องโก๋ตัวยาว กรอบนอกนุ่มใน เป็นสภากาแฟที่ชาวเชียงตุงมักมานั่งจิบกาแฟและสนทนาแลกเปลี่ยนข่าวสารกันตั้งแต่เช้าตรู่จนสาย


ทอดน่องสำรวจย่านเมืองเก่า สถูปเจ้าฟ้า และประตูป่าแดง:
เวลาช่วงสาย เราเดินสำรวจตึกแถวไม้ชั้นเดียว ย่านร้านตัดผมโบราณ ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า และร้านจำหน่ายสลากกินแบ่งของรัฐบาล ซึ่งขายในราคามาตรฐานไม่มีการขายเกินราคา
จุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่พลาดไม่ได้คือ สถูปเจ้าฟ้า สถานที่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง และเจ้าฟ้าผู้ครองนครเชียงตุงหลายพระองค์ ตั้งอยู่ใกล้กับ ประตูป่าแดง ประตูเมืองโบราณเพียงแห่งเดียวจากทั้งหมด 12 ประตูที่ยังคงเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน







❖ บทส่งท้าย: สายสัมพันธ์ล้านนา - เขมรัฐเชียงตุง "บ้านพี่เมืองน้องที่หัวใจไม่เคยห่างกัน"
เมืองเชียงตุงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับล้านนา เชียงใหม่ และเชียงราย มาตั้งแต่ยุคสร้างบ้านแปงเมือง ทั้งสายตระกูล เชื้อชาติ ภาษาพูด อักษรธรรม (ตั๋วเมือง) และจารีตประเพณีทางศาสนา เราจึงนับเป็น "บ้านพี่เมืองน้อง" ที่เกี่ยวดองกันอย่างแท้จริง
แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่าน สภาพการเมืองและสังคมจะทำให้เส้นทางสายนี้มีด่านตรวจขวางกั้น ทว่าหัวใจและรอยยิ้มของชาวไตยังคงอบอุ่นไม่แปรเปลี่ยน เสน่ห์ที่แท้จริงของเชียงตุงจึงมิใช่อื่นใด นอกเสียจากความเป็นเชียงตุงที่วิถีชีวิตดั้งเดิมยังมิถูกกลืนหายไปกับกระแสโลกยุคใหม่... และทำให้ทุกคนที่เคยไปเยือน ล้วนปรารถนาที่จะได้หวนกลับไปกราบไหว้พระชี้นิ้ว จิบน้ำชาริมหนองตุง และสัมผัสสายหมอกหน้าฝนอีกคราหนึ่ง
คู่มือการเดินทางย้อนยุค & ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (Traveler Guide):
• การทำบัตรผ่านแดน (Border Pass): ในการเดินทางยุคดังกล่าว นักท่องเที่ยวไทยไม่ต้องขอวีซ่า สามารถทำบัตรผ่านแดนชั่วคราว ณ ด่านอำเภอแม่สาย เพื่อเดินทางไปถึงเชียงตุงและเมืองลาได้ในระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน โดยใช้รูปถ่ายสี 3 ใบ บัตรประชาชนตัวจริงพร้อมสำเนา และต้องประทับตราให้ครบทุกด่านตรวจ
• รูปแบบการเดินทาง:
- รถตู้เหมาพร้อมคนขับ: นิยมเช่าเหมารถตู้จากแม่สายหรือเชียงรายที่มีใบอนุญาตข้ามแดน สะดวกสบายที่สุดสำหรับคณะท่องเที่ยว
- รถโดยสารและแท็กซี่พม่า: ฝั่งท่าขี้เหล็กมีคิวรถโดยสารและรถแท็กซี่เหมา (นั่ง 4 คน) อยู่บริเวณวงเวียนใกล้สะพานข้ามแดน
- การขับรถยนต์ข้ามแดนเอง: ต้องจัดทำเอกสารตรวจสภาพรถและใบผ่านแดนยานพาหนะ พร้อมทั้งต้องปรับตัวกับการขับรถเลนขวา (สลับเลนกลางสะพานข้ามแม่น้ำสาย)
• การใช้จ่ายและเงินตรา: ในเมืองเชียงตุงนิยมใช้เงินบาทไทย (THB) และเงินจ๊าต (MMK) ส่วนในเมืองลานิยมใช้เงินหยวนจีน (RMB) เป็นหลัก
เอกสารและแหล่งข้อมูลค้นคว้าอ้างอิง:
• สู่ดินแดนเขมรัฐ เชียงตุง โดย ดนัย ชนกล้าหาญ
• กว่าจะรู้ค่า... คนไทในอุษาคเนย์ โดย ธีรภาพ โลหิตกุล
• เชียงตุง ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองโบราณและองค์ประกอบของเมือง โดย ผศ.ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)
• สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชนชาติไทในรัฐฉาน กรณีศึกษา: อาคารท้องถิ่นเมืองเชียงตุง เมืองม้า เมืองลา โดย ผศ.ไกรทอง โชติวุฒิพัฒนา (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล.)
• เรื่องเมืองเชียงตุง โดย อาจารย์อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว
• เมืองลาริมแม่น้ำม้า โดย วีรพงษ์ รามากูร (ประชาชาติธุรกิจ)
• เว็บไซต์ต้นทางและแกลเลอรี่ภาพถ่าย: iammanussite.com และ PBase Gallery (Kyiang Tung Again)
เส้นทางสายวัฒนธรรมไต ทุ่งนาเขียวขจี และมนต์เสน่ห์แห่งเมืองร้อยวัดในอ้อมกอดขุนเขา
เรื่องและภาพถ่ายบันทึกประวัติศาสตร์: คุณมนัส (iammanus / เรื่องเล่าคราวเดินทาง) | เรียบเรียงและบูรณาการบทความสู่ iChiangrai Community (Forum #18)
──────────────────────────────────────────────────

ทัศนียภาพท้องทุ่งนาเขียวขจีในอ้อมกอดขุนเขาแห่งเชียงตุง ยามสายฝนพรำชโลมผืนแผ่นดินรัฐฉานตะวันออก (สิงหาคม 2550)
❖ บทนำ: จากด่านแม่สาย สู่ขุนเขาและ 12 ด่านตรวจแห่งรัฐฉานตะวันออก“ยามหน้าฝนมาเยือน ทำให้นึกเห็นภาพท้องทุ่งนาเขียวขจีไปเสียทุกครั้ง...
เส้นทางสายเชียงตุง - เมืองลา หนึ่งในเส้นทางที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเรื่องทิวทัศน์สวยสดชื่นของท้องนาเขียวชอุ่ม ชาวบ้านที่มีอัธยาศัยไมตรีจิตอันอบอุ่น และวิถีชีวิตเรียบง่ายที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งวัฒนธรรมไตไว้อย่างบริสุทธิ์”
— บันทึกการเดินทาง โดย คุณมนัส (iammanus)
เชียงตุง (เขมรัฐนครเชียงตุง / Kyaing Tong) เมืองเอกสำคัญในรัฐฉานตะวันออกของประเทศพม่า ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทย ณ ด่านแม่สาย - ท่าขี้เหล็ก ประมาณ 168 กิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาว ไต หรือ ไท นับเป็นชุมชนชาวไตขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง มีชาวพม่าอาศัยอยู่บ้างแต่ถือว่าน้อยมาก ชนกลุ่มใหญ่ที่สุดคือชาว ไทขึน (ไทเขิน) นอกจากนั้นตามหมู่บ้านรอบนอกที่ทอดขนานไปจนถึงเมืองยองและเมืองลา ยังประกอบด้วยพี่น้องชาว ไทใหญ่, ไทลื้อ, ไทยอง และกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงหลากหลายเผ่า
ภูมิประเทศของเชียงตุงเป็นเมืองเล็กในแอ่งกระทะกลางหุบเขา การเดินทางในอดีตต้องนั่งรถลัดเลาะข้ามเทือกเขาสูงชันคดเคี้ยวนับร้อยโค้ง คล้ายเส้นทางสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอนของไทย ทว่าถนนหนทางในยุคที่พม่าเริ่มเปิดประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยวได้รับการปรับปรุงลาดยางอย่างดี ทำให้การเดินทางจากท่าขี้เหล็กลัดเลาะไปตามลำน้ำขึนใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงเศษ

เส้นทางลาดยางเลียบขนานไปตามลำน้ำขึน ไต่ระดับความสูงผ่านขุนเขาและหมู่บ้านชาวไตสู่แอ่งที่ราบเชียงตุง

ทิวทัศน์เส้นทางข้ามเทือกเขาสูง ท่ามกลางแมกไม้เขียวชอุ่มและสายหมอกฝนที่ลอยระเรี่ยยอดดอย

อีกหนึ่งมุมมองของเส้นทางลัดเลาะไหล่เขา สะท้อนความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแห่งรัฐฉาน
จุดเด่นของเส้นทางนี้คือการผ่าน "ด่านตรวจ":
ตลอดระยะทาง 168 กิโลเมตร มีด่านตรวจรวมถึง 12 ด่าน ทั้งด่านรัฐ ด่านราษฎร์ และด่านเอกชนของชนชาติต่างๆ ที่มีอำนาจปกครองในเขตพื้นที่ของตน คนเดินทางทุกคนต้องนำใบผ่านแดนไปประทับตราให้ครบทุกจุด
จุดแวะพักระหว่างทาง: บ้านท่าเดื่อ vs เมืองพยาก
จุดพักรถสำหรับรับประทานอาหารกลางวันและเข้าห้องน้ำมี 2 จุดหลัก คือ เมืองพยาก (Pyak) และ บ้านท่าเดื่อ ซึ่งนักเดินทางมักกระซิบตรงกันว่า อาหารที่บ้านท่าเดื่อรสชาติถูกปากคนไทยมากกว่า ส่วนเมืองพยากนั้นพวกเรามักให้ฉายาหยอกเย้าว่า "เมืองกินยาก" เพราะรสชาติและวัตถุดิบพื้นเมืองค่อนข้างแตกต่างจากที่เราคุ้นเคย
──────────────────────────────────────────────────
บทที่ ๑: เมืองลา เขตปกครองพิเศษที่ 4 — เมืองชายแดน แสงสีในอดีต และสัจธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลงจากเชียงตุง นั่งรถต่อไปอีกราวชั่วโมงครึ่ง ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ผ่านด่านตรวจอีก 3 ด่าน (ด่านสุดท้ายต้องชำระค่าผ่านเข้าเมืองลา 36 หยวนต่อคน) เราก็เดินทางมาถึง เมืองลา (Mong La / Special Region 4)
เมืองลาตั้งอยู่ติดกับ เมืองต้าล่อ แคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน จัดเป็นเขตปกครองพิเศษหนึ่งในสี่ของรัฐฉาน ซึ่งเกิดจากการเจรจาสงบศึกระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังติดอาวุธเมืองลา นำโดยผู้ปกครองเชื้อสายจีนที่มีอำนาจบริหารจัดการเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้นักลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่หลั่งไหลเข้ามาเนรมิตเมืองชายแดนแห่งนี้ให้กลายเป็นมหานครแห่งแสงสี โรงแรมหรู ผับ บาร์ และคาสิโนขนาดใหญ่ที่หมุนเวียนเงินตรามหาศาล

ทัศนียภาพตัวเมืองลาในหุบเขา ชายแดนพม่า-จีน สภาพอาคารโรงแรมและสถานบันเทิงที่เคยรุ่งเรืองสุดขีด

ตึกแถวและอาคารสถาปัตยกรรมแบบจีนสมัยใหม่ที่ผุดขึ้นหนาแน่นในเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองลา

ถนนสายหลักกลางเมืองลา สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและกิจการของพ่อค้าชาวจีน
การปิดตัวของคาสิโนเมืองลา:
ทว่าในเวลาต่อมา รัฐบาลจีนเห็นว่าข้าราชการและพลเมืองจีนข้ามแดนมาเล่นการพนันจนสูญเสียทรัพย์สินมหาศาล จึงใช้มาตรการเด็ดขาดกดดันให้คาสิโนในเมืองลาปิดตัวลง พร้อมสั่งปิดด่านพรมแดนจีน-พม่า เมืองลาในวันนี้จึงแปรเปลี่ยนเป็นเมืองที่เงียบเหงา ตึกรามบ้านช่องและโรงแรมหลายแห่งถูกทิ้งร้าง สะท้อนสัจธรรมแห่งความไม่เที่ยงของกระแสทุนนิยม
วัดจินตะและปริศนา "พระชี้นิ้ว":
ท่ามกลางความเป็นเมืองพาณิชย์ วัดจินตะ คือสัญลักษณ์แห่งพุทธศาสนาที่เด่นชัดที่สุด เจดีย์สีทองอร่ามตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา สามารถมองเห็นได้จากทุกมุมเมือง และเมื่อขึ้นไปบนวัด ก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองลาได้ทั้งเมือง

ยอดพระเจดีย์สีทองอร่ามแห่งวัดจินตะ พุทธสถานสำคัญคู่เมืองลา

พระพุทธรูปยืนชี้นิ้วเบื้องหน้าพระเจดีย์วัดจินตะ ทอดสายตาและชี้นิ้วลงสู่ตัวเมืองลา

ภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องพุทธประวัติอันประณีตรอบฐานพระเจดีย์วัดจินตะ

ลานทักษิณาวัตรและสถาปัตยกรรมพระเจดีย์สีทองบนยอดเนินเขา

มุมมองพาโนรามาลงสู่หุบเขาและผังเมืองลา จากระเบียงชมวิววัดจินตะ
เกร็ดความเชื่อเรื่อง "พระชี้นิ้ว":
พระพุทธรูปยืนชี้นิ้วที่วัดจินตะมีลักษณะคล้ายคลึงกับที่วัดจอมสัก เมืองเชียงตุง ทว่ามีมุมมองความหมายที่เล่าขานต่างกัน:
• มุมมองฝ่ายพม่า: เชื่อว่าองค์พระชี้นิ้วไปทางใด เมืองนั้นจะประสบความร่มเย็น เจริญรุ่งเรือง
• มุมมองชาวไตพื้นถิ่น: มองว่าเป็นกุศโลบายและเคล็ดทางอำนาจ ที่ฝ่ายปกครองสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าทุกชนเผ่าอยู่ใต้การควบคุม
──────────────────────────────────────────────────
บทที่ ๒: ราตรีและรุ่งอรุณเมืองลา — ตลาดเช้า อาหารจีน ตลาดสัตว์ป่า และด่านพรมแดนจีนยามค่ำคืนในเมืองลา ร้านอาหารจีนเปิดให้บริการอย่างคึกคัก ทว่าสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวไทยตกตะลึงคือการวางขาย "อาหารป่า" แบบเปิดเผย มีสัตว์ป่าตัวเป็นๆ ขังไว้ในกรงหน้าร้าน ทั้งตัวตุ่น นิ่ม ตะกวด เต่า ตุ๊กแก และงู ให้ลูกค้าเลือกสั่งปรุงสดๆ ทำให้พวกเราเลือกที่จะสั่งเพียงเมนูหมู ไก่ ปลา และรีบไปเดินชมตลาดกลางคืน

ร้านอาหารสไตล์จีนและบรรยากาศยามค่ำคืนในย่านตลาดโต้รุ่งเมืองลา

แสงสีโคมไฟหน้าร้านค้าและสถานบันเทิงยามราตรี

ร้านค้าและแผงผลไม้สดที่เปิดให้บริการตลอดคืน

ตึกแถวย่านการค้าที่ประดับโคมไฟสีสันเอกลักษณ์ของเมืองลา

บรรยากาศมุมสงบของถนนคนเดินยามดึกในเขตเมืองลา
รุ่งอรุณที่ตลาดเช้าเมืองลา:
เมื่อฟ้าสาง ตลาดกลางคืนก็แปรสภาพเป็นตลาดเช้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง จุดเริ่มต้นของวันใหม่เริ่มต้นด้วยมื้อเช้าอันอบอุ่น: น้ำเต้าหู้ร้อนๆ ปาท่องโก๋กรอบนอกนุ่มใน ติ่มซำ ซาลาเปาไส้แน่น และเฝอน้ำซุปกลมกล่อม ทั้งหมดซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วย เงินหยวน (RMB)

ตลาดเช้าเมืองลา ศูนย์รวมอาหารเช้า ติ่มซำ ซาลาเปา น้ำเต้าหู้ และวิถีชีวิตชาวเมือง

แผงขายผักสด พืชสมุนไพร และผลิตผลทางการเกษตรจากหมู่บ้านรอบนอก

ผลไม้เมืองหนาวนำเข้าจากจีนแผ่นดินใหญ่ ทั้งลูกไหน ลูกพลับ และแอปเปิ้ลสด

โซนสินค้าสด เนื้อสัตว์ และปลาเป็นๆ ในอ่างน้ำ สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของตลาด

ความหลากหลายของผู้คนในตลาดเช้า ทั้งชาวจีน ไทลื้อ และชนเผ่าพื้นเมือง
ภาพสะท้อนชีวิตและตลาดค้าสัตว์ป่า:
เมื่อเดินลึกเข้าไปยังอีกฝั่งของตลาด ก็พบกับภาพที่ชวนให้สะเทือนใจ นั่นคือโซนค้าสัตว์ป่าหายาก มีการขังกรงสัตว์นานาชนิด ทั้งตัวตุ่น ลิง ตัวนิ่ม รวมถึงชิ้นส่วนอุ้งตีนหมีวางขายอย่างโจ๋งครึ่มตามรสนิยมบริโภคของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เป็นภาพที่กระตุ้นให้พวกเราอยากหลีกหนีความวุ่นวายไปพึ่งพาความสงบในศาสนสถาน
วัดพระนอน และ ประตูด่านพรมแดนจีน-พม่า (Check point to China):
ไม่ไกลจากตลาดเช้า เป็นที่ตั้งของ วัดพระนอน ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ศิลปะพม่าอันงดงาม และข้างวัดยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานท่องเที่ยวสำหรับประทับตราเอกสารผ่านเมือง

องค์พระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ พุทธศิลป์แบบพม่าอันวิจิตรงดงาม ณ วัดพระนอน เมืองลา
จุดแวะชมสำคัญก่อนอำลาเมืองลา คือ ซุ้มประตูด่านพรมแดนพม่า-จีน ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างเมืองลากับเมืองต้าล่อ แคว้นสิบสองปันนา แม้ในวันที่ด่านปิดทำการและเงียบเหงา แต่ซุ้มประตูใหญ่โตและหลักเขตแดนยังคงเป็นจุดถ่ายภาพประวัติศาสตร์

ซุ้มประตูด่านพรมแดนพม่า-จีน (Check point to China) ประตูเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ 3 เชียง: เชียงราย - เชียงตุง - เชียงรุ้ง
──────────────────────────────────────────────────
บทที่ ๓: หวนคืนสู่วิถีไทลื้อ — บ้านไม้หลังคามุงดินขอ รอยยิ้มพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย และคาสิโนเมืองม้าก่อนเที่ยงวัน เราออกเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่เชียงตุง ทันทีที่พ้นเขตเมืองลา อาคารคอนกรีตสูงใหญ่ก็ค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยทิวทัศน์ท้องทุ่งนาเขียวขจีผืนกว้างใหญ่ และสวนยางพาราที่ปลูกเป็นทิวแถวตามไหล่เขา
ระหว่างทาง เราได้แวะเยือน หมู่บ้านชาวไทลื้อ ที่ยังคงรักษาวิถีดั้งเดิมไว้อย่างน่าประทับใจ

ท้องทุ่งนาสีเขียวชอุ่มและทิวเขาสลับซับซ้อน บรรยากาศชนบทอันเงียบสงบรายรอบหมู่บ้านไทลื้อ

เส้นทางดินสายเล็กๆ ที่เชื่อมต่อระหว่างชุมชนไทลื้อกลางหุบเขา

ทุ่งนาข้าวเขียวขจีขั้นบันไดสลับแนวป่า สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ในฤดูฝน
เสน่ห์การแต่งกายและไมตรีจิตของชาวไทลื้อ:
สาวไทลื้อสวมเสื้อเข้ารูปคอกลมผ่าอกหรือผ่าข้างสีสันสดใส นุ่งซิ่นลายขวางทอมือยาวกรอมเท้า ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ยังคงนุ่งห่มด้วยผ้าทอสีพื้นเรียบง่ายตามประเพณี เมื่อก้าวเข้าไปในหมู่บ้าน ทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่ต่างส่งยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง

แม่ญิงไทลื้อในชุดแต่งกายพื้นถิ่น เสื้อปั๊ดคอกลมสีสดใสและผ้าซิ่นทอมืออันประณีต

รอยยิ้มและแววตาเปี่ยมไมตรีของชาวบ้านไทลื้อที่ให้การต้อนรับผู้มาเยือนดุจญาติมิตร
สถาปัตยกรรมเรือนไม้ "มุงดินขอ":
บ้านเรือนชาวไทลื้อเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูง หลังคาลาดต่ำทรงจั่วสูง เอกลักษณ์คือมีหลังคาซ้อนมุงชายคารอบนอกอีกชั้นหนึ่งจนแทบมองไม่เห็นฝาบ้าน โครงสร้างเสาบ้านวางตั้งอยู่บนก้อนหินเพื่อป้องกันปลวกและความชื้น และมุงด้วย ดินขอ (แผ่นกระเบื้องดินเผา) เรียงซ้อนชั้นอย่างสวยงาม

เรือนไม้ไทลื้อดั้งเดิม เสาวางบนฐานหิน หลังคาลาดต่ำซ้อนชั้นมุงด้วยดินขอ (กระเบื้องดินเผาโบราณ)
ในวันพระใหญ่ พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยชาวไทลื้อจะพากันไปปูเสื่อนั่งถือศีลและฟังธรรมในโบสถ์วัดไทลื้อกลางเขา เมื่อพวกเราเข้าไปกราบนมัสการพระประธาน พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยต่างนำน้ำดื่ม ขนมฟักทอง และขนมต้มมาแบ่งปันให้พวกเรารับประทาน ภาษาไทลื้อนั้นใกล้เคียงกับภาษาล้านนาของเชียงราย ทำให้พูดคุยสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจและอบอุ่นหัวใจอย่างยิ่ง ก่อนลาจาก แม่อุ๊ยยังย้ำเตือนด้วยรอยยิ้มว่า "อย่าลืมแวะมาแอ่วอีกเน้อ เมืองไทยกับเมืองลาอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง"

วัดศิลปะไทลื้อ สถาปัตยกรรมหลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นอย่างสง่างามท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา
ผ่านเมืองม้า และนาขั้นบันได:
ถัดจากหมู่บ้านไทลื้อไม่ไกล เรามองเห็นหมู่อาคารตึกสีขาวสร้างเรียงรายกัน นั่นคือ เมืองม้า ซึ่งเป็นแหล่งตั้งคาสิโนแห่งใหม่ที่ย้ายฐานมาจากเมืองลา แม้จะมีนักท่องเที่ยวบางส่วนข้ามแดนมาเล่น แต่คณะเราเลือกที่จะมุ่งหน้าต่อไปยังเชียงตุง เพลิดเพลินกับทัศนียภาพนาขั้นบันไดสีเขียวมรกตที่เรียงรายสลับกับสวนยางตลอดสองข้างทาง

กลุ่มอาคารคาสิโนและโรงแรมแห่งใหม่ ณ เมืองม้า ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักเสี่ยงโชค

──────────────────────────────────────────────────
ทิวทัศน์นาขั้นบันไดและแนวสวนยางพาราสีเขียวขจีที่ทอดยาวตลอดแนวเขาสู่เชียงตุง
──────────────────────────────────────────────────
บทที่ ๔: เชียงตุง "เมืองร้อยวัด" — สถาปัตยกรรมไทเขิน พระชี้นิ้ว และจิตวิญญาณแห่งล้านนาตะวันออก
เมื่อรถแล่นเข้าสู่ที่ราบกว้างใหญ่ สองข้างทางเปลี่ยนเป็นท้องนาผืนราบเขียวขจี เป็นสัญญาณว่าเราได้มาถึง เชียงตุง — เมืองสามจอม เจ็ดเชียง เก้าหนอง สิบสองประตู อย่างสมบูรณ์
เชียงตุงได้ชื่อว่าเป็น "เมืองร้อยวัด" เพราะไม่ว่าจะเหลียวมองไปทางใด ก็จะพบยอดเจดีย์และหลังคาวิหารวัดวาอารามกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง การเริ่มต้นสำรวจเมืองที่สะดวกที่สุด คือการเริ่มต้นที่ วงเวียนวัดพระเจ้าหลวง (หอนาฬิกา)

วงเวียนวัดพระเจ้าหลวงและหอนาฬิกาศูนย์กลางเมืองเชียงตุง (ซ้าย: วัดพระเจ้าหลวง กลาง: วัดหัวข่วง ขวา: วัดพระแก้ว)
๑. วัดพระเจ้าหลวง (วัดมหาเมี๊ยตมุนี):
วัดหลวงศูนย์รวมศรัทธาสูงสุดของชาวเชียงตุง สร้างโดย เจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าผู้ครองนครเชียงตุง ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อโลหะผสมทองคำ พระพักตร์งดงามเปล่งปลั่ง มีพุทธลักษณะจำลองแบบมาจากพระมหามุนีแห่งเมืองมัณฑะเลย์

พระเจ้าหลวง หรือ วัดมหาเมี๊ยตมุนี พระพุทธปฏิมาคู่บ้านคู่เมืองเชียงตุง
๒. วัดพระแก้ว และ วัดหัวข่วง:
ตรงข้ามวัดพระเจ้าหลวงทางทิศตะวันตก คือ วัดพระแก้ว ประดิษฐานพระแก้วมรกตจำลองและพระพุทธรูปโบราณศิลปะไทเขิน ซึ่งเปิดให้สักการะเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา
ถัดไปอีกฝั่งถนนคือ วัดหัวข่วง พระอารามหลวงอันทรงคุณค่า มีซุ้มประตูโขงซ้อนชั้นวิจิตรอลังการตามแบบฉบับศิลปะไทเขิน และเป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรมของเหล่าสามเณรน้อย

พระวิหารวัดพระแก้ว เชียงตุง สถาปัตยกรรมไทเขินอันสงบงาม

ซุ้มประตูโขงและลวดลายปูนปั้นซ้อนชั้นอันวิจิตรของวัดหัวข่วง

บรรยากาศร่มรื่นภายในบริเวณพระอารามหลวงวัดหัวข่วง

สามเณรน้อยไทเขินในวัดหัวข่วง ส่งรอยยิ้มเขินอายทักทายผู้มาเยือน
๓. ตำหนักเจ้าบุญวาทย์ และ วัดพระธาตุจอมคำ:
เดินผ่านโรงแรมนิวเชียงตุงไปเล็กน้อย จะพบกับ ตำหนักเจ้าบุญวาทย์ (หอขวาง) ราชบุตรของเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง อาคารสไตล์โคโลเนียลผสมผสานที่ถูกทิ้งร้างหลังจากเจ้าของต้องลี้ภัยการเมือง
ฝั่งตรงข้ามมีทางเดินขึ้นสู่ยอดเขา วัดพระธาตุจอมคำ พระเจดีย์สีทองคำแท้สูงตระหง่านถึง 226 ฟุต ยอดประดับเพชรพลอยล้ำค่า ที่ระเบียงวัดสามารถมองเห็นทิวทัศน์เวียงเชียงตุง และพระชี้นิ้วบนยอดดอยจอมสักได้อย่างชัดเจน

ตำหนักเจ้าบุญวาทย์ สถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียล ด้านหลังมองเห็นพระชี้นิ้ววัดจอมสักบนยอดดอย

บันไดทางขึ้นสู่ยอดเขาพระธาตุจอมคำ ศูนย์กลางจักรวาลแห่งศรัทธาของชาวเชียงตุง

พระมหาเจดีย์ธาตุจอมคำสีทองอร่าม สูงเด่นเป็นสง่า 226 ฟุต คู่เมืองเชียงตุง

ทิวทัศน์มุมกว้างของเมืองเชียงตุง เมื่อทอดสายตาจากลานระเบียงวัดพระธาตุจอมคำ
๔. วัดจอมมน และ ต้นยางใหญ่ 270 ปี (ไม้หมายเมือง):
บนเนินเขาด้านทิศตะวันออกเป็นที่ตั้งของ วัดจอมมน ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานและ พระบัวเข็มจำลอง ที่มีพุทธลักษณะกลมมนจากการปิดทองคำเปลวหนาแน่น
ใกล้กันนั้นคือ ต้นยางใหญ่ ต้นไม้มงคลขนาด 9 คนโอบ อายุยืนยาวกว่า 270 ปี ปลูกโดยเจ้าอ้าย ราชบุตรของเจ้าฟ้ากองไต ถือเป็น "ไม้หมายเมือง" หรือหลักหมุดสัญลักษณ์ศูนย์กลางเมืองเชียงตุง

ชาวเมืองเชียงตุงพร้อมใจกันมาทำบุญตักบาตร ณ วัดจอมมน

พระประธานอันสง่างามและองค์พระบัวเข็มจำลองปิดทองหนาแน่นภายในวิหารวัดจอมมน

ต้นยางใหญ่ 270 ปี ขนาด 9 คนโอบ "ไม้หมายเมือง" ต้นไม้มงคลคู่บ้านคู่เมืองเชียงตุง
๕. วัดจอมสัก — พระชี้นิ้วองค์จริงผู้พิทักษ์นคร:
สัญลักษณ์ที่โด่งดังที่สุดของเชียงตุงคือ วัดจอมสัก บนยอดเขา ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนชี้นิ้วองค์ใหญ่ ศิลปะพม่าที่งดงามสมบูรณ์แบบ พระพักตร์อิ่มเอิบได้รูป จีวรริ้วพริ้วไหวประณีต นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงสู่เวียงเชียงตุง เป็นจุดชมวิวเมืองแบบ 360 องศาที่ทุกคนต้องมาเยือน

พระพุทธรูปยืนชี้นิ้ว วัดจอมสัก พุทธศิลป์พม่าอันประณีตงดงาม ยืนตระหง่านพิทักษ์เมืองเชียงตุง

พุทธลักษณะอันเปี่ยมเมตตาบารมีและริ้วจีวรทองคำของพระชี้นิ้ววัดจอมสัก

รายละเอียดพระหัตถ์ที่ชี้ทอดยาวลงสู่ผืนแผ่นดินเบื้องล่าง

ลานประทักษิณและเจดีย์รายรอบองค์พระชี้นิ้วบนยอดดอยจอมสัก

ทัศนียภาพเมืองเชียงตุงแบบพาโนรามา ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาและสายหมอก
──────────────────────────────────────────────────
บทที่ ๕: วิถียามเย็นริมหนองตุง และรุ่งสาง ณ กาดหลวง — ลมหายใจแห่งเขมรัฐ
ยามเย็นริมหนองตุง:
ช่วงบ่ายแก่ๆ คณะเราลงมาดื่มด่ำกับบรรยากาศอันแสนสงบของ หนองตุง ทะเลสาบธรรมชาติใจกลางเมืองเชียงตุง เมื่อมองขึ้นไปบนเนินเขาด้านหนึ่งจะเห็นพระชี้นิ้ววัดจอมสัก อีกด้านหนึ่งมองเห็นยอดทองของพระธาตุจอมคำสะท้อนผืนน้ำระยิบระยับ
เราเลือกนั่งร้านน้ำชาโต๊ะเตี้ยริมหนอง สั่งของทอดร้อนๆ เช่น ซาโมซ่า กุ้งทอด ถั่วทอด ผักชุบแป้งทอดกรอบ มาแกล้มกับน้ำชาร้อน และจิบ เบียร์พม่า (Myanmar Beer) เย็นฉ่ำ นั่งมองแสงอาทิตย์อัสดงค่อยๆ ลาลับขอบฟ้า เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอันเรียบง่ายที่ยากจะลืมเลือน

บรรยากาศโรแมนติกยามเย็นริมหนองตุง ฉากหลังคือเงาสะท้อนเจดีย์ทองแห่งพระธาตุจอมคำในสายน้ำสงบนิ่ง
รุ่งสาง ณ กาดหลวงเชียงตุง:
เช้าวันสุดท้ายเริ่มต้นที่ กาดหลวงเชียงตุง (ตลาดใหญ่) แหล่งรวมชีวิตและวัฒนธรรมอันคึกคัก ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งชาวไทเขิน ไทลื้อ ไทใหญ่ และชาวไทยภูเขา ต่างนำพืชผลและสินค้ามาวางขาย มีทั้งของสด ผัก ผลไม้ เสื้อผ้าทอมือ เครื่องเงิน เครื่องเขิน และที่น่าทึ่งคือ แผงขายทองคำแท้ ที่ตั้งโต๊ะขายกันกลางตลาดอย่างเปิดเผย สะท้อนถึงความปลอดภัยและความซื่อสัตย์ในสังคม

กาดหลวงเชียงตุง ตลาดเช้าศูนย์รวมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการค้าดั้งเดิม

แผงค้าทองคำแท้และเครื่องประดับที่วางขายอย่างเปิดเผยกลางบรรยากาศตลาดสด

แม่ค้าชาวไตนำผักสด สมุนไพร และของป่าตามฤดูกาลมาวางแผงขายอย่างคึกคัก

ชาวบ้านและหญิงชาวไทยภูเขาในชุดประจำเผ่าที่เดินทางลงมาจากยอดดอยเพื่อมาจับจ่ายซื้อของ

โซนร้านอาหารพื้นบ้านยาวตลอดแนว ทั้งโมฮิงก่า ข้าวซอย ข้าวฟื้น และก๋วยเตี๋ยวจีน
ด้านหน้าตลาดมี ร้านกาแฟโบราณ ที่เสิร์ฟกาแฟร้อนหอมกรุ่นคู่กับ ปาท่องโก๋ตัวยาว กรอบนอกนุ่มใน เป็นสภากาแฟที่ชาวเชียงตุงมักมานั่งจิบกาแฟและสนทนาแลกเปลี่ยนข่าวสารกันตั้งแต่เช้าตรู่จนสาย

สภากาแฟยามเช้าหน้ากาดหลวง วิถีการจิบกาแฟโบราณและพบปะสังสรรค์ของชาวเมือง

ปาท่องโก๋ตัวยาวสูตรโบราณ ทอดสดใหม่ร้อนๆ กลิ่นหอมกรุ่นเย้ายวนใจ
ทอดน่องสำรวจย่านเมืองเก่า สถูปเจ้าฟ้า และประตูป่าแดง:
เวลาช่วงสาย เราเดินสำรวจตึกแถวไม้ชั้นเดียว ย่านร้านตัดผมโบราณ ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า และร้านจำหน่ายสลากกินแบ่งของรัฐบาล ซึ่งขายในราคามาตรฐานไม่มีการขายเกินราคา
จุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่พลาดไม่ได้คือ สถูปเจ้าฟ้า สถานที่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง และเจ้าฟ้าผู้ครองนครเชียงตุงหลายพระองค์ ตั้งอยู่ใกล้กับ ประตูป่าแดง ประตูเมืองโบราณเพียงแห่งเดียวจากทั้งหมด 12 ประตูที่ยังคงเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน

ย่านอาคารไม้และตึกแถวโบราณ บรรยากาศเงียบสงบและเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์แห่งกาลเวลา

ร้านตัดผมสุภาพบุรุษสไตล์คลาสสิกย้อนยุคที่ยังคงเปิดให้บริการตามวิถีดั้งเดิม

ร้านจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลพม่า อาคารไม้ที่ดำเนินกิจการโดยตรงไม่มีพ่อค้าเร่

ถนนสายเก่าแก่ในตัวเมือง ร่มรื่นด้วยแมกไม้และสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น

สถูปเจ้าฟ้า สถานที่บรรจุพระอัฐิของเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลงและบูรพกษัตริย์ผู้ครองนครเชียงตุง

ศาสนพิมานและซากแนวกำแพงเมืองโบราณ ใกล้บริเวณประตูป่าแดง ประตูเมืองหนึ่งเดียวที่ยังคงอยู่

เชียงตุง เมืองในหุบเขาที่สายสัมพันธ์และวัฒนธรรมไตยังคงมีลมหายใจบริสุทธิ์
──────────────────────────────────────────────────
❖ บทส่งท้าย: สายสัมพันธ์ล้านนา - เขมรัฐเชียงตุง "บ้านพี่เมืองน้องที่หัวใจไม่เคยห่างกัน"
เมืองเชียงตุงมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับล้านนา เชียงใหม่ และเชียงราย มาตั้งแต่ยุคสร้างบ้านแปงเมือง ทั้งสายตระกูล เชื้อชาติ ภาษาพูด อักษรธรรม (ตั๋วเมือง) และจารีตประเพณีทางศาสนา เราจึงนับเป็น "บ้านพี่เมืองน้อง" ที่เกี่ยวดองกันอย่างแท้จริง
แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่าน สภาพการเมืองและสังคมจะทำให้เส้นทางสายนี้มีด่านตรวจขวางกั้น ทว่าหัวใจและรอยยิ้มของชาวไตยังคงอบอุ่นไม่แปรเปลี่ยน เสน่ห์ที่แท้จริงของเชียงตุงจึงมิใช่อื่นใด นอกเสียจากความเป็นเชียงตุงที่วิถีชีวิตดั้งเดิมยังมิถูกกลืนหายไปกับกระแสโลกยุคใหม่... และทำให้ทุกคนที่เคยไปเยือน ล้วนปรารถนาที่จะได้หวนกลับไปกราบไหว้พระชี้นิ้ว จิบน้ำชาริมหนองตุง และสัมผัสสายหมอกหน้าฝนอีกคราหนึ่ง
──────────────────────────────────────────────────
คู่มือการเดินทางย้อนยุค & ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ (Traveler Guide):
• การทำบัตรผ่านแดน (Border Pass): ในการเดินทางยุคดังกล่าว นักท่องเที่ยวไทยไม่ต้องขอวีซ่า สามารถทำบัตรผ่านแดนชั่วคราว ณ ด่านอำเภอแม่สาย เพื่อเดินทางไปถึงเชียงตุงและเมืองลาได้ในระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน โดยใช้รูปถ่ายสี 3 ใบ บัตรประชาชนตัวจริงพร้อมสำเนา และต้องประทับตราให้ครบทุกด่านตรวจ
• รูปแบบการเดินทาง:
- รถตู้เหมาพร้อมคนขับ: นิยมเช่าเหมารถตู้จากแม่สายหรือเชียงรายที่มีใบอนุญาตข้ามแดน สะดวกสบายที่สุดสำหรับคณะท่องเที่ยว
- รถโดยสารและแท็กซี่พม่า: ฝั่งท่าขี้เหล็กมีคิวรถโดยสารและรถแท็กซี่เหมา (นั่ง 4 คน) อยู่บริเวณวงเวียนใกล้สะพานข้ามแดน
- การขับรถยนต์ข้ามแดนเอง: ต้องจัดทำเอกสารตรวจสภาพรถและใบผ่านแดนยานพาหนะ พร้อมทั้งต้องปรับตัวกับการขับรถเลนขวา (สลับเลนกลางสะพานข้ามแม่น้ำสาย)
• การใช้จ่ายและเงินตรา: ในเมืองเชียงตุงนิยมใช้เงินบาทไทย (THB) และเงินจ๊าต (MMK) ส่วนในเมืองลานิยมใช้เงินหยวนจีน (RMB) เป็นหลัก
เอกสารและแหล่งข้อมูลค้นคว้าอ้างอิง:
• สู่ดินแดนเขมรัฐ เชียงตุง โดย ดนัย ชนกล้าหาญ
• กว่าจะรู้ค่า... คนไทในอุษาคเนย์ โดย ธีรภาพ โลหิตกุล
• เชียงตุง ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองโบราณและองค์ประกอบของเมือง โดย ผศ.ดร.เกรียงไกร เกิดศิริ (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)
• สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชนชาติไทในรัฐฉาน กรณีศึกษา: อาคารท้องถิ่นเมืองเชียงตุง เมืองม้า เมืองลา โดย ผศ.ไกรทอง โชติวุฒิพัฒนา (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล.)
• เรื่องเมืองเชียงตุง โดย อาจารย์อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว
• เมืองลาริมแม่น้ำม้า โดย วีรพงษ์ รามากูร (ประชาชาติธุรกิจ)
• เว็บไซต์ต้นทางและแกลเลอรี่ภาพถ่าย: iammanussite.com และ PBase Gallery (Kyiang Tung Again)
──────────────────────────────────────────────────
จัดเก็บ บูรณาการเนื้อหา และอนุรักษ์ภาพประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสู่คลังความรู้ iChiangrai Community
ติดตามอ่านบทความและสารคดีท่องเที่ยวในเส้นทางวัฒนธรรมสามเหลี่ยมทองคำและลุ่มน้ำโขงเพิ่มเติมได้ที่:
ห้องบทความท่องเที่ยว: เชียงราย สิบสองปันนา เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง (Forum #18)
ติดตามอ่านบทความและสารคดีท่องเที่ยวในเส้นทางวัฒนธรรมสามเหลี่ยมทองคำและลุ่มน้ำโขงเพิ่มเติมได้ที่:
ห้องบทความท่องเที่ยว: เชียงราย สิบสองปันนา เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง (Forum #18)