ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง
วันนี้-อนาคต "ไร่ บี.เอ็น." เน้นพัฒนาลิ้นจี่ควบคู่ท่องเที่ยว
แม้ จะไปเขาค้อหลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาสได้เยือนไร่ บี.เอ็น. สักที ทั้งที่ไร่นี้ก็คือสัญลักษณ์หนึ่งของที่นี่ ประเภทใครไม่ได้ไปไร่ บี.เอ็น. เหมือนไม่ถึงเขาค้อ อย่างไรอย่างนั้น พอดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ชักชวนให้ไปดูธุรกิจของบรรดาสมาชิกในโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (New Entrepreneurs Creation : NEC) ซึ่ง คุณจุลพงษ์ คุ้นวงศ์ ผู้จัดการ ไร่ บี.เอ็น. เข้าร่วมโครงการอบรมนี้ด้วย และยืนยันว่าได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวมากมาย ทำให้มีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ก่อน ที่พวกเราจะเดินไปดูสวนลิ้นจี่นั้น ทางคุณจุลพงษ์ได้ฉายวีดิทัศน์และเล่าความเป็นมาของไร่ตั้งแต่อดีตถึง ปัจจุบัน รวมถึงแผนการในอนาคต เริ่มตั้งแต่ยุคผู้ก่อตั้งคือ "กำนันจุล คุ้นวงศ์" และพ่อของเขา คุณบรรเจิด เมื่อปี 2506 ซึ่งสมัยนั้นปลูกส้มเป็นอุตสาหกรรมใหญ่โต จำนวนนับหมื่นไร่ เรียกว่าเป็นอุตสาหกรรมเกษตรใหญ่โตทีเดียว เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ก็เคยเสด็จมาเยือน แต่พอปลูกไปปลูกมาก็ประสบปัญหาต้นส้มล้มตายเสียหายจำนวนมาก ถือเป็นยุคที่ใช้สารเคมีเยอะ ต่อมาเปลี่ยนมาปลูกลิ้นจี่แทน จนมาถึงรุ่นที่สองอย่างเขา ซึ่งตอนนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 2,500 ไร่ อยู่ที่ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
คุณจุลพงษ์ บอกว่า ไร่ บี.เอ็น. ตั้งเป้าจะพัฒนาลิ้นจี่ให้ได้พันธุ์ที่ดีที่สุด หลังจากที่ได้พัฒนาพันธุ์ลิ้นจี่จนได้พันธุ์ป้าชิต 1-2 (ชิต เป็นชื่อคุณแม่ของเขา) จัดว่าดี แต่ยังจะต้องพัฒนาต่อไปอีก นอกจากนี้ จะทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเต็มรูปแบบ และจะทำเป็นสวนพฤกษศาสตร์ไม้ผล
ขณะบรรยายอยู่นั้น ช่วงที่พูดถึงลิ้นจี่ก็ได้จัดลิ้นจี่มาให้ชิมกันอย่างเต็มที่ มีทั้งพันธุ์ฮงฮวย พันธุ์ป้าชิต พันธุ์โอวเฮียะ และพันธุ์กุยเม้ย หรือกุ้ยบี้ ที่นำมาจากประเทศจีน ซึ่งออกลูกยากกว่าพันธุ์อื่นๆ หลายคนชอบใจพันธุ์กุ้ยบี้ เพราะเม็ดเล็ก เนื้อกรอบ หวานดี พันธุ์นี้ทางไร่ บี.เอ็น. ปลูก 400-500 ต้น
คุณจุลพงษ์ พูดถึงพันธุ์ลิ้นจี่ในเมืองไทยให้ฟังว่า ส่วนใหญ่จะปลูกพันธุ์ฮงฮวยกัน แต่สำหรับไร่ บี.เอ็น. นั้น มีทุกสายพันธุ์ แต่เริ่มทยอยปลูกสายพันธุ์ป้าชิต 1, ป้าชิต 2 และเชื่อว่าอีกหน่อยคนจะต้องหันมาปลูกพันธุ์เหล่านี้
ตอนนี้ลิ้นจี่ พันธุ์ป้าชิต 1 และ 2 ยังปลูกเฉพาะที่ ไร่ บี.เอ็น. เท่านั้น ยังไม่ได้เพาะหรือขยายพันธุ์ขายให้ใคร ซึ่งคุณจุลพงษ์บอกว่า ยังจะต้องพัฒนาอีกต่อไป เพราะแต่ละตัวก็มีจุดอ่อนที่แตกต่างกัน โดยจะพัฒนาต่อไปให้ได้สายพันธุ์ที่ดก ออกลูกง่าย
หลายคนคงสงสัยว่า ปีนี้ลิ้นจี่ล้นตลาดและราคาถูกมาก ในส่วนราคาแค่ไม่กี่บาท ปัญหานี้ ไร่ บี.เอ็น. เจอหรือไม่
คุณ จุลพงษ์ ตอบทันที "ลิ้นจี่ที่อื่นเก็บได้ไม่ทน พอเก็บไม่ทน อายุก็สั้นไปในตัวความแตกต่างพันธุ์ป้าชิตกับพันธุ์อื่นๆ ความหวานเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่ความที่เก็บทนเป็นหัวใจสำคัญของมัน และยังออกลูกง่าย"
สำหรับการแก้ปัญหาลิ้นจี่ล้นตลาดนั้น คุณจุลพงษ์ เสนอว่า "อย่างแรกถ้ากระจายให้ทันก็แก้ปัญหาไปได้เยอะแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้น เกษตรกรยุคนี้ต้องเป็นมืออาชีพ ต้องจับกลุ่มกันแล้วพัฒนาเรื่องคุณภาพ ปัญหาอยู่ที่คุณภาพ ทุกวันนี้มีเกษตรกรที่ทำเหมือนหาบเร่แผงลอย แล้วก็ระดับตั้งร้าน ทุกวันนี้เกษตรกรรายย่อยเอาลิ้นจี่มาขายทำไมจึงล้นตลาด เพราะไม่คัดคุณภาพ อย่างแรก เกษตรกรจะต้องพัฒนาตัวเองก่อน จะต้องพัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพ อย่างของที่ไร่ถ้าไม่ได้คุณภาพเราก็นำไปแปรรูป ผมว่า เกษตรกรระดับห้างมันต่างกัน ระดับห้างคุณต้องรักษาคุณภาพ เกษตรรายย่อยหาบเร่เขาไม่ต้องคิดเรื่องสารเคมีตกค้าง ไม่ต้องคิดเรื่องการมีชื่อเสียง เขาตีหัวเข้าบ้านได้ เขาไม่ยั่งยืน แต่ของเราใหญ่ขนาดนี้เราไปทำอย่างนั้นไม่ได้ เราต้องรักษาชื่อเสียงสร้างมากันไม่รู้ว่ากี่ปี ก็ต้องรักษากันต่อไป"
นอก จากจะพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ลิ้นจี่ป้าชิต 1 และ 2 แล้ว ทางไร่ บี.เอ็น. ยังได้ทำอย่างอื่นควบคู่กันไปเพื่อเพิ่มผลผลิต พร้อมกับลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง อันหนึ่งก็คือ การแต่งกิ่งที่ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 80% ด้วย โดยต้นลิ้นจี่ที่นี่เฉลี่ยความสูง ประมาณ 3 เมตรกว่า จากเดิม 7-8 เมตร
อย่าง ที่คุณจุลพงษ์แจกแจงว่า "การตัดแต่งไม้ผลนี่เป็นหัวใจเลยครับ ถ้าแต่งผิด ผลผลิตก็ไม่ได้ ต้นเตี้ยก็มีผล ทำให้ลิ้นจี่สุกเร็วขึ้น และประหยัดแรงงาน สมัยก่อนไร่ บี.เอ็น. เก็บลิ้นจี่ 3 ตัน ใช้คน 300 คน ปัจจุบันเก็บ 3-4 ตัน ใช้คนลดลง 3 เท่า เพราะต้นลิ้นจี่เตี้ย จึงไม่ต้องใช้คนปีน และไม่ต้องใช้ไม้ไผ่ค้ำยัน"
ผู้จัดการ ไร่ บี.เอ็น. อธิบายเพิ่มเติมว่า "จากเดิมต้นไม้ดูดน้ำขึ้นไปจากดิน เดิมส่งขึ้นไป 7 เมตร เพื่อไปปรุงอาหาร กับยกขึ้นไปแค่ 2 เมตร แล้วปรุงอาหารเลย มันจะได้ผลดีมาก มันเร็วกว่าเยอะ พอตัดปีแรกใบจะใหญ่มาก หลังจากทำไปก็เปลี่ยนไป ลิ้นจี่ที่นี่ส่วนใหญ่ตัดต้นเตี้ย เพราะว่าต้นเตี้ยสามารถลดค่าใช้จ่ายมหาศาล อย่างยืนเก็บกับคนปีนกะไดขึ้นไปเก็บมันต่างกัน 3 เท่า
การจัดการ เราใช้วิธีการจัดการเรื่องเครื่องจักรเครื่องมือเข้ามาช่วย การให้น้ำก็ไปตามระบบท่อ ไม่ต้องเดินใส่ปุ๋ย เพราะค่าแรงงานใส่ปุ๋ยสูงมากเรา ก็ใส่ปุ๋ยไปกับระบบน้ำเลย แล้วก็กำลังพัฒนาเครื่องจักรช่วยในการจัดการระบบเกษตรอุตสาหกรรม เพราะว่าไม่มีใครทำก็มีจีนกับเรา จีนเขาเริ่มทำต้นเตี้ยมาตั้งแต่ปี 2000 ปีนี้ 2009 แต่จีนเองก็ยังปลูกลิ้นจี่ไม่พอทานในประเทศ พันธุ์ดีของจีนไม่มีทานในประเทศ เพราะส่งออกไปญี่ปุ่นหมดเลย"
ลิ้นจี่ ของไร่ บี.เอ็น. จะไม่มีวางขายทั่วไป แต่จะส่งห้างใหญ่ๆ อย่างสยามพารากอน ฯลฯ ซึ่งตกกิโลละหลักร้อย ไม่ใช่หลักสิบเหมือนลิ้นจี่เกษตรกรรายอื่น เพราะลิ้นจี่ของไร่ บี.เอ็น. คัดคุณภาพก่อนส่งถึงลูกค้า โดยเป็นลิ้นจี่ที่มีลูกขนาดใหญ่ เม็ดเล็ก หวานจัด แห้ง ในอนาคตทางไร่ บี.เอ็น. ตั้งเป้าว่าจะปลูกส่งออกจีนและญี่ปุ่น เพราะเป็นตลาดใหญ่ ซึ่งลิ้นจี่ไทยมีจุดได้เปรียบลิ้นจี่ของจีนตรงที่ออกก่อนจีน 1 เดือน ของไร่ บี.เอ็น. ออกช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ของจีนออกช่วงปลายกรกฎาคม-สิงหาคม อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ลิ้นจี่ของไร่ บี.เอ็น. ตอนนี้ก็ผลิตไม่ทันตลาดในบ้านเราอยู่แล้ว
นอก จาก ไร่ บี.เอ็น. จะโดดเด่นในเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ลิ้นจี่แล้ว ก็ยังเด่นในจุดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งค่อนข้างมีความพร้อมในหลายๆ ด้าน เพราะทั้งคุณจุลพงษ์และครอบครัวเรียนจบมาทางด้านเกษตรกันหลายคน สามารถอธิบายให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจพันธุ์พืชและผลไม้ที่ปลูกได้อย่างลึก ซึ้ง อีกทั้งยังวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไปทางไร่ก็จะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกันจำนวนมาก โดยไม่ต้องลงโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไร
"ไร่ บี.เอ็น. นี่ปีหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 200,000-300,000 คน เป็นการโฆษณาไปในตัว คนมาเที่ยวก็เป็นคนอยู่ในกรุงเทพฯ คนมาซื้อของผมก็อยู่ในกรุงเทพฯ กลับไปก็พูดกันปากต่อปาก ผมคิดหัวละ 600 บาท เฉพาะมาที่ไร่ แต่เขาต้องจ่ายค่าทัวร์ ค่าที่พักต่างหาก บริษัททัวร์ต้องจ่ายผม 600 บาท แล้วนักท่องเที่ยวจะได้ลิ้นจี่กลับไป 5 กิโล ทานที่สวนทานเท่าไรก็ทานไป แต่เก็บในไร่มีข้อแม้ว่า ห้ามทิ้งที่โคนต้น เพราะมันจะพาแมลงมา นอกจากนี้ ยังได้ทานอาหารกลางวันอีก 1 มื้อ"
สำหรับหน้าหนาวปีนี้ คุณจุลพงษ์คาดว่า น่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเยอะกว่าปีก่อนๆ อาจจะถึง 500,000-600,000 คน ฉะนั้น คุณจุลพงษ์จึงวางแผนจะนำลิ้นจี่ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ขายสดเพราะลูกไม่ได้ขนาด ตามที่ต้องการนำไปแปรรูป โดยจ้างโรงงานอื่นผลิต แล้วใช้แบรนด์ของไร่ บี.เอ็น. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะประหยัดต้นทุนการผลิต
วันนั้นพวกเรา นักข่าวทั้งหลายกับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมต่างสนุกสนานเอร็ดอร่อย กับการชิมลิ้นจี่หลายพันธุ์ บางคนก็ช็อปปิ้งพืชผัก ผลไม้สดๆ ที่ทั้งปลูกในไร่ บี.เอ็น. และสวนอื่น อย่างพวกแยมผลไม้ ฟักแม้ว ฯลฯ และที่ซื้อติดไม้ติดมือกันมาหลายคนก็คือ ลูกทิสซ่า สีเหลืองสด รสชาติมันหวาน ทางไร่บอกว่าเป็นพันธุ์มาจากฟิลิปปินส์ ขายกิโลกรัมละ 40 บาท บางคนซื้อลูกแล้วก็อยากได้ต้น เลยต้องไปซื้อต้นกลับไปปลูก บางคนซื้อต้นอะโวกาโดไปปลูก ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อมาปลูกในกรุงเทพฯ จะออกลูกหรือเปล่า ชอบตรงที่เขาขายไม่แพง แถมต่อรองได้อีกต่างหาก
เที่ยว ไร่ บี.เอ็น. คราวนี้คุ้มค่าจริงๆ เพราะนอกจากจะได้หม่ำลิ้นจี่พันธุ์อร่อยๆ แล้ว ยังได้รับความรู้และข้อมูลเรื่องลิ้นจี่อีกเพียบ แถมยังได้ลูกและต้นทิสซ่ามาหลายต้น พอมาถึงกรุงเทพฯ เลยแจกให้พรรคพวกได้ชิมกันถ้วนหน้า ตอนนี้ก็ต้องคอยลุ้นกันว่า อีก 3 ปี ต้นทิสซ่าจะออกผลตามที่ทางไร่ บี.เอ็น. บอกไว้หรือเปล่า
หน้า 68 วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 458http://info.matichon.co.th/techno/techn ... &search=no