ไห หิน หรือ ไหเหล้าเจือง ในเมืองเชียงขวาง
Posted: Sun Jul 19, 2009 6:41 am
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
บุญยงค์ เกศเทศ
"คลังไหเหล้าเจือง" ในเมืองเชียงขวาง
"ไห หิน หรือ ไหเหล้าเจือง ในเมืองเชียงขวาง" เป็นโบราณวัตถุล้ำค่า ที่ประวัติศาสตร์ทิ้งเอาไว้ให้เป็นปริศนามาจนปัจจุบันว่า ไหเหล้าเจืองที่อยู่บริเวณทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวางนั้น เกิดขึ้นในปีใดกันแน่? ใครเป็นผู้สร้างไหเหล้าเจืองนี้ขึ้น และสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร?
บ้างก็ว่า ไหหินเหล่านี้เป็นไหเหล้าเจือง สมัยขุนเจืองปราบข้าศึกศัตรู จนได้ชัยชนะแล้วพากันฉลองชัยถึง 7 เดือน อยู่ทุ่งกว้าง และเพื่อให้สมกับว่าฉลองชัยครั้งยิ่งใหญ่ จึงจำเป็นต้องทำไหเหล้าขนาดใหญ่ใส่เหล้า เพื่อดื่มกันให้ได้นานถึง 7 เดือน
บ้างก็ว่า ไหหินพวกนี้คนสมัยก่อนได้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุศพคนตายเท่านั้น
ความ คิดความเห็นเกี่ยวกับไหหิน หรือไหเหล้าเจือง ตามที่พอจะมีหลักฐานข้อมูลอยู่บ้างนั้น อาจพิจารณาสอบสวนกระบวนความได้หลายประเด็น เป็นต้นว่า
ประเด็นแรก มีตำนานและพงศาวดารลาวที่กล่าวขานกันมาหลายชั่วคนว่า ไหหินถูกสร้างขึ้นในสมัยขุนเจือง เมื่อครั้งได้รับชัยชนะใหญ่หลวง จึงพากันสร้างไหหินใส่เหล้ากิน ฉลองกันเป็นที่เอิกเกริกตลอด 7 เดือน จึงเลิกรากันไป เหลือเพียงไหเป็นมรดกหลักฐานอยู่ทุกวันนี้
แล้ว ท้าวเจืองหรือขุนเจืองเป็นใคร มาจากไหนล่ะ เป็นข้อสงสัยชวนให้คิดอีก ก็ต้องค้นหาสืบเค้าไปอีก พอได้ความเป็นเรื่องเล่าเชิงตำนานว่า
เมื่อครั้งก่อนพุทธกาลนั้น ในเอเชียอาคเนย์ มีผู้คนอยู่ 4 เผ่า ด้วยกัน คือ มอญ ขะแมร์ เผ่าจาม และลาวเทิง
เผ่า มอญ ได้กลายเป็นพม่า เผ่าขะแมร์ ก็กลายเป็นกัมพูชา ส่วนลาวเทิงแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น ละเวน ละแว ยาเหิน ขมุ และเผ่าอื่นๆ อีกหลายเผ่า
กลุ่มมอญ ขะแมร์ จาม กับลาวเทิง เรียกชื่อรวมๆ กันว่า พวกขอม ได้ครอบครองดินแดนมาแต่ทางทิศใต้ จนมาถึงหาดทรายฟอง เวียงจันทน์ และเมืองชวา ครอบครองไปถึงอาณาจักรสุโขทัย
ในกลุ่มขอมหรือพวกขอมก็มีอยู่อีกหลายเผ่า เช่น ขมุ ละเวน ละแว แงะ ยาเหิน กะตู้ จาม ขะแมร์ เป็นต้น
พวกเผ่าอื่นได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ทางภาคใต้แหลมอินโดจีน และเอเชียอาคเนย์
ส่วนพวกขมุอยู่เลยขึ้นไปถึงเชียงขวาง เมืองชวา และเมืองเวินยาง หรือเชียงแสน
ใน เมืองเชียงขวางนั้นพบชื่อแห่งหนึ่งเรียกว่า "ภูยวน" แต่ก่อนนั้น มีครอบครัวหนึ่ง เรียกกันว่า ท้าวบามด และนางอีแก้ว มีลูกผู้หนึ่งชื่อว่า ท้าวบากวา อีกผู้หนึ่งชื่อ ท้าวบายี่ แล้วสืบต่อทำไร่อยู่ที่นั่น
ใน ตำนานเล่าว่า เมื่อท้าวบายี่เติบใหญ่ขึ้นมา มีความฉลาดเฉลียว ฝีปากกล้าคมคาย มีผู้คนเคารพนับถือ จึงสามารถกะเกณฑ์สมัครพรรคพวกไปขุดเอาเหล็กออกมาสร้างอาวุธ สร้างกองทหารได้สำเร็จ ตีแผ่ขยายอาณาเขตตั้งตัวเองเป็นท้าวฮุ่ง หรือท้าวเจือง ตามที่รู้จักคุ้นเคยชื่อนี้เป็นอย่างดี
ท้าวฮุ่ง หรือท้าวเจือง ยังขยายพื้นที่ปกครองเข้าไปทางด้านเวียดนาม รบพุ่งชนะหลายกลุ่มหลายพื้นที่
ขณะ เวลาเดียวกันนั้น เมืองลาวมีพลเมืองไม่มากนัก มีชนเผ่าต่างๆ เช่น ลาวสูง ลาวเทิง เป็นต้น ครั้นบายี่รบพุ่งชนะที่ใด ก็จะยกย่องให้ลูกน้องปกครองอยู่ที่นั่น เดินทางขึ้นไปทางเหนือเท่าใดก็ยิ่งได้บุกตี เพราะมีชนเผ่าลาวพวนลงมาแต่นครน่านเจ้า อันเป็นดินแดนแขวงยูนนานในปัจจุบัน
ท้าวบายี่ตีไปถึงห้วยทราย ต้นผึ้ง แล้วข้ามไปเมืองเชียงแสน ครั้งนั้นเรียกว่า "เมืองเวินยาง" บุกรุกเข้าโจมตีเชียงราย ลงมาถึงเมืองพะเยา
แต่ครั้นมาถึงเมืองพะเยา ได้พบเห็นนางง้อม ลูกสาวเจ้าเมืองพะเยาเข้า เป็นคนงามมาก ก็ยกทัพมาล้อมตัวเมืองเชิงบังคับให้ เจ้าเมืองพะเยายกลูกสาวให้ ครั้นได้นางง้อมแล้ว ก็กลับคืนมาบ้านเมือง จากนั้นก็ตั้งตนเป็นท้าวเจือง ผู้คนพากันเคารพนับถือ ได้สืบต่อทำมาหากินอยู่ที่นั่น
ประเด็นที่สอง มีคำกล่าวเล่าขานกันว่า หากมีชาวขมุตาย จะต้องเอาซากศพฝังดิน หากคนในครอบครัวท้าวเจืองตาย จะให้เอาไปจุดไฟเผา เพื่อให้ควันขึ้นไปบนฟ้า แสดงว่าบริเวณแห่งนี้เป็น "ป่าช้า" โดยมีข้อมูลว่า สมัยฝรั่งเศสปกครอง มีสองสาวพี่น้องเข้ามาขุดค้นปูชนียสถาน
ผู้พี่ขุดค้นได้ 16 ไห มีทั้งไหใหญ่ ไหปานกลาง และไหน้อย และพบสิ่งที่อยู่ภายในไหนั้นจำนวนมาก เป็นต้นว่า พบหม้อดินบรรจุขี้เถ้าและกระดูกคนตาย บางหม้อมีกอกยาดินเผา กอกยาทอง กอกปูน ซองพลู บางหม้อก็มีไม้ปักเกล้าที่ทำด้วยทอง บางอันมีรูปหนู รูปนก ตลอดจนกระต่าย บางอันมีรูปเสือ รูปช้าง หมี
เมื่อขุดแล้วก็ถมกลับคืน เอาไหตั้งไว้ที่เก่า พร้อมทั้งได้ข้อสรุปว่า "เป็นป่าช้า" อีกทั้งมีข้อสรุปเพิ่มเติมอีกว่า
อัน มีรูปกอกยาแสดงว่าเป็นผู้ชาย อันที่มีรูปซองพลู ไม้ปักเกล้าผม แสดงว่าเป็นผู้หญิง อันมีรูปสัตว์ไม่ดุร้าย แสดงว่าเป็นแม่หญิงน้อย อันที่มีรูปสัตว์ดุร้ายแสดงว่าเป็นผู้ชาย สรุปว่าเป็นคนในครอบครัวท้าวเจืองทั้งสิ้น
ประเด็นที่สาม เมื่อใดมีคนตาย ก็ต้องไปนำเอาคบงันอยู่ทุ่งไหหิน หรือป่าช้านั้น ต่างพากันทำเหล้าสาโทกินกันอยู่ที่นั่น พากันเอาฟืนมากองกันขึ้น เพื่อเป็นที่จุดไฟเผาศพ เอาเสื่อที่ห่อหุ้มคนตายแล้ว เอามาวางใส่กองฟอน แล้วจุดเผาอยู่ในถ้ำ เวลาจุดเผาศพนั้น ผู้คนต้องออกมาอยู่ข้างนอก พากันนบขอให้วิญญาณได้ขึ้นฟ้า
วิธีทำไหหินใส่เหล้านั้น ก็มีกระบวนวิธีที่แปลกแตกต่างไปอีก คือ ท้าวเจืองได้จัดแต่งคนไปทำอยู่ริมเส้นทางไปเมืองพวน ไกลจากตัวเมืองเชียงขวางประมาณ 10 กิโลเมตร เพราะเขตนั้นมีหินไม่แข็งมากนัก พอจะสกัดออกมา แล้วจึงเจาะ และแปลงให้กลมเหมือนไห จากนั้นลองเอาน้ำมาเทใส่ดู กะระยะเวลาราว 15 วัน ครั้นมาตรวจสอบพบเห็นว่า ไหใดไม่รั่วจึงนำมาใช้
วิธีการเคลื่อนย้ายไหเอามา ก็โดยเอาไหมาวางใส่ไม้สองอัน นำเครื่องเชือกมัดหามกันมา 8 คนบ้าง หาม 16 คนบ้าง ตามขนาดไหใหญ่น้อย
เมื่อเลือกหาที่ได้เหมาะแล้วจึงด้ำไหใส่ เอาข้าวเหนียวมาล้างน้ำ เอาแป้งมาป่นใส่ เอาฝาปิด อัดไว้ ถึง 15 วัน ก็จะกลายเป็นเหล้า
แม้ท้าวเจืองจะไม่อยู่แล้วก็ตาม เมื่อมีผู้ตายก็กระทำแบบนี้ ต่อเนื่องกันมาเนิ่นนาน
จึง เรียก "ไหเหล้าเจือง" ตั้งอยู่บริเวณที่ดี มีภูเขาอยู่เบื้องตะวันออกและเบื้องใต้ มีคลังหญ้าอยู่เบื้องทิศเหนือ มีหนองน้ำไม่รู้แห้งอยู่เบื้องทิศตะวันตก คนทั้งหลายจึงเรียกว่า "คลังไหเหล้าเจือง" จนถึงทุกวันนี้

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 459 หน้า 110
บุญยงค์ เกศเทศ
"คลังไหเหล้าเจือง" ในเมืองเชียงขวาง
"ไห หิน หรือ ไหเหล้าเจือง ในเมืองเชียงขวาง" เป็นโบราณวัตถุล้ำค่า ที่ประวัติศาสตร์ทิ้งเอาไว้ให้เป็นปริศนามาจนปัจจุบันว่า ไหเหล้าเจืองที่อยู่บริเวณทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวางนั้น เกิดขึ้นในปีใดกันแน่? ใครเป็นผู้สร้างไหเหล้าเจืองนี้ขึ้น และสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร?
บ้างก็ว่า ไหหินเหล่านี้เป็นไหเหล้าเจือง สมัยขุนเจืองปราบข้าศึกศัตรู จนได้ชัยชนะแล้วพากันฉลองชัยถึง 7 เดือน อยู่ทุ่งกว้าง และเพื่อให้สมกับว่าฉลองชัยครั้งยิ่งใหญ่ จึงจำเป็นต้องทำไหเหล้าขนาดใหญ่ใส่เหล้า เพื่อดื่มกันให้ได้นานถึง 7 เดือน
บ้างก็ว่า ไหหินพวกนี้คนสมัยก่อนได้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุศพคนตายเท่านั้น
ความ คิดความเห็นเกี่ยวกับไหหิน หรือไหเหล้าเจือง ตามที่พอจะมีหลักฐานข้อมูลอยู่บ้างนั้น อาจพิจารณาสอบสวนกระบวนความได้หลายประเด็น เป็นต้นว่า
ประเด็นแรก มีตำนานและพงศาวดารลาวที่กล่าวขานกันมาหลายชั่วคนว่า ไหหินถูกสร้างขึ้นในสมัยขุนเจือง เมื่อครั้งได้รับชัยชนะใหญ่หลวง จึงพากันสร้างไหหินใส่เหล้ากิน ฉลองกันเป็นที่เอิกเกริกตลอด 7 เดือน จึงเลิกรากันไป เหลือเพียงไหเป็นมรดกหลักฐานอยู่ทุกวันนี้
แล้ว ท้าวเจืองหรือขุนเจืองเป็นใคร มาจากไหนล่ะ เป็นข้อสงสัยชวนให้คิดอีก ก็ต้องค้นหาสืบเค้าไปอีก พอได้ความเป็นเรื่องเล่าเชิงตำนานว่า
เมื่อครั้งก่อนพุทธกาลนั้น ในเอเชียอาคเนย์ มีผู้คนอยู่ 4 เผ่า ด้วยกัน คือ มอญ ขะแมร์ เผ่าจาม และลาวเทิง
เผ่า มอญ ได้กลายเป็นพม่า เผ่าขะแมร์ ก็กลายเป็นกัมพูชา ส่วนลาวเทิงแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น ละเวน ละแว ยาเหิน ขมุ และเผ่าอื่นๆ อีกหลายเผ่า
กลุ่มมอญ ขะแมร์ จาม กับลาวเทิง เรียกชื่อรวมๆ กันว่า พวกขอม ได้ครอบครองดินแดนมาแต่ทางทิศใต้ จนมาถึงหาดทรายฟอง เวียงจันทน์ และเมืองชวา ครอบครองไปถึงอาณาจักรสุโขทัย
ในกลุ่มขอมหรือพวกขอมก็มีอยู่อีกหลายเผ่า เช่น ขมุ ละเวน ละแว แงะ ยาเหิน กะตู้ จาม ขะแมร์ เป็นต้น
พวกเผ่าอื่นได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ทางภาคใต้แหลมอินโดจีน และเอเชียอาคเนย์
ส่วนพวกขมุอยู่เลยขึ้นไปถึงเชียงขวาง เมืองชวา และเมืองเวินยาง หรือเชียงแสน
ใน เมืองเชียงขวางนั้นพบชื่อแห่งหนึ่งเรียกว่า "ภูยวน" แต่ก่อนนั้น มีครอบครัวหนึ่ง เรียกกันว่า ท้าวบามด และนางอีแก้ว มีลูกผู้หนึ่งชื่อว่า ท้าวบากวา อีกผู้หนึ่งชื่อ ท้าวบายี่ แล้วสืบต่อทำไร่อยู่ที่นั่น
ใน ตำนานเล่าว่า เมื่อท้าวบายี่เติบใหญ่ขึ้นมา มีความฉลาดเฉลียว ฝีปากกล้าคมคาย มีผู้คนเคารพนับถือ จึงสามารถกะเกณฑ์สมัครพรรคพวกไปขุดเอาเหล็กออกมาสร้างอาวุธ สร้างกองทหารได้สำเร็จ ตีแผ่ขยายอาณาเขตตั้งตัวเองเป็นท้าวฮุ่ง หรือท้าวเจือง ตามที่รู้จักคุ้นเคยชื่อนี้เป็นอย่างดี
ท้าวฮุ่ง หรือท้าวเจือง ยังขยายพื้นที่ปกครองเข้าไปทางด้านเวียดนาม รบพุ่งชนะหลายกลุ่มหลายพื้นที่
ขณะ เวลาเดียวกันนั้น เมืองลาวมีพลเมืองไม่มากนัก มีชนเผ่าต่างๆ เช่น ลาวสูง ลาวเทิง เป็นต้น ครั้นบายี่รบพุ่งชนะที่ใด ก็จะยกย่องให้ลูกน้องปกครองอยู่ที่นั่น เดินทางขึ้นไปทางเหนือเท่าใดก็ยิ่งได้บุกตี เพราะมีชนเผ่าลาวพวนลงมาแต่นครน่านเจ้า อันเป็นดินแดนแขวงยูนนานในปัจจุบัน
ท้าวบายี่ตีไปถึงห้วยทราย ต้นผึ้ง แล้วข้ามไปเมืองเชียงแสน ครั้งนั้นเรียกว่า "เมืองเวินยาง" บุกรุกเข้าโจมตีเชียงราย ลงมาถึงเมืองพะเยา
แต่ครั้นมาถึงเมืองพะเยา ได้พบเห็นนางง้อม ลูกสาวเจ้าเมืองพะเยาเข้า เป็นคนงามมาก ก็ยกทัพมาล้อมตัวเมืองเชิงบังคับให้ เจ้าเมืองพะเยายกลูกสาวให้ ครั้นได้นางง้อมแล้ว ก็กลับคืนมาบ้านเมือง จากนั้นก็ตั้งตนเป็นท้าวเจือง ผู้คนพากันเคารพนับถือ ได้สืบต่อทำมาหากินอยู่ที่นั่น
ประเด็นที่สอง มีคำกล่าวเล่าขานกันว่า หากมีชาวขมุตาย จะต้องเอาซากศพฝังดิน หากคนในครอบครัวท้าวเจืองตาย จะให้เอาไปจุดไฟเผา เพื่อให้ควันขึ้นไปบนฟ้า แสดงว่าบริเวณแห่งนี้เป็น "ป่าช้า" โดยมีข้อมูลว่า สมัยฝรั่งเศสปกครอง มีสองสาวพี่น้องเข้ามาขุดค้นปูชนียสถาน
ผู้พี่ขุดค้นได้ 16 ไห มีทั้งไหใหญ่ ไหปานกลาง และไหน้อย และพบสิ่งที่อยู่ภายในไหนั้นจำนวนมาก เป็นต้นว่า พบหม้อดินบรรจุขี้เถ้าและกระดูกคนตาย บางหม้อมีกอกยาดินเผา กอกยาทอง กอกปูน ซองพลู บางหม้อก็มีไม้ปักเกล้าที่ทำด้วยทอง บางอันมีรูปหนู รูปนก ตลอดจนกระต่าย บางอันมีรูปเสือ รูปช้าง หมี
เมื่อขุดแล้วก็ถมกลับคืน เอาไหตั้งไว้ที่เก่า พร้อมทั้งได้ข้อสรุปว่า "เป็นป่าช้า" อีกทั้งมีข้อสรุปเพิ่มเติมอีกว่า
อัน มีรูปกอกยาแสดงว่าเป็นผู้ชาย อันที่มีรูปซองพลู ไม้ปักเกล้าผม แสดงว่าเป็นผู้หญิง อันมีรูปสัตว์ไม่ดุร้าย แสดงว่าเป็นแม่หญิงน้อย อันที่มีรูปสัตว์ดุร้ายแสดงว่าเป็นผู้ชาย สรุปว่าเป็นคนในครอบครัวท้าวเจืองทั้งสิ้น
ประเด็นที่สาม เมื่อใดมีคนตาย ก็ต้องไปนำเอาคบงันอยู่ทุ่งไหหิน หรือป่าช้านั้น ต่างพากันทำเหล้าสาโทกินกันอยู่ที่นั่น พากันเอาฟืนมากองกันขึ้น เพื่อเป็นที่จุดไฟเผาศพ เอาเสื่อที่ห่อหุ้มคนตายแล้ว เอามาวางใส่กองฟอน แล้วจุดเผาอยู่ในถ้ำ เวลาจุดเผาศพนั้น ผู้คนต้องออกมาอยู่ข้างนอก พากันนบขอให้วิญญาณได้ขึ้นฟ้า
วิธีทำไหหินใส่เหล้านั้น ก็มีกระบวนวิธีที่แปลกแตกต่างไปอีก คือ ท้าวเจืองได้จัดแต่งคนไปทำอยู่ริมเส้นทางไปเมืองพวน ไกลจากตัวเมืองเชียงขวางประมาณ 10 กิโลเมตร เพราะเขตนั้นมีหินไม่แข็งมากนัก พอจะสกัดออกมา แล้วจึงเจาะ และแปลงให้กลมเหมือนไห จากนั้นลองเอาน้ำมาเทใส่ดู กะระยะเวลาราว 15 วัน ครั้นมาตรวจสอบพบเห็นว่า ไหใดไม่รั่วจึงนำมาใช้
วิธีการเคลื่อนย้ายไหเอามา ก็โดยเอาไหมาวางใส่ไม้สองอัน นำเครื่องเชือกมัดหามกันมา 8 คนบ้าง หาม 16 คนบ้าง ตามขนาดไหใหญ่น้อย
เมื่อเลือกหาที่ได้เหมาะแล้วจึงด้ำไหใส่ เอาข้าวเหนียวมาล้างน้ำ เอาแป้งมาป่นใส่ เอาฝาปิด อัดไว้ ถึง 15 วัน ก็จะกลายเป็นเหล้า
แม้ท้าวเจืองจะไม่อยู่แล้วก็ตาม เมื่อมีผู้ตายก็กระทำแบบนี้ ต่อเนื่องกันมาเนิ่นนาน
จึง เรียก "ไหเหล้าเจือง" ตั้งอยู่บริเวณที่ดี มีภูเขาอยู่เบื้องตะวันออกและเบื้องใต้ มีคลังหญ้าอยู่เบื้องทิศเหนือ มีหนองน้ำไม่รู้แห้งอยู่เบื้องทิศตะวันตก คนทั้งหลายจึงเรียกว่า "คลังไหเหล้าเจือง" จนถึงทุกวันนี้

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 459 หน้า 110