จุดเปลี่ยนอีลิทคาร์ด จับตาใครได้..ใครเสีย

ข่าวกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย สิบสองปันนา เชียงตุง-เมืองลา หลวงพระบาง
Post Reply
Sam
Site Admin
Posts: 1786
Joined: Sun Mar 11, 2007 9:03 pm
Location: เชียงราย
Contact:

จุดเปลี่ยนอีลิทคาร์ด จับตาใครได้..ใครเสีย

Post by Sam »

วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6814 ข่าวสดรายวัน

จุดเปลี่ยนอีลิทคาร์ด จับตาใครได้..ใครเสีย

คอลัมน์ รายงานพิเศษ
Image
นับตั้งแต่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 19 ก.ย.49 จนเปลี่ยนรัฐบาลอีกสองสมัย กระทั่งมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน

บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) ผู้บริหารโครงการบัตรไทยแลนด์อีลิท หรืออีลิทคาร์ด ตกอยู่ในแดนสนธยามาตลอด

โดย เมื่อคมช.เข้ามาบริหารประเทศได้ ชูธงทันทีที่จะยุบทิ้งโครงการอีลิทคาร์ด โดยม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี สมัยนั้น สั่งให้อีลิทคาร์ด ทำรายละเอียดมาเสนอหากมีการยุติโครงการ

ให้เหตุผลว่าการบริหาร โครงการที่ผ่านมามีผลขาดทุนสะสมมาตลอด และอีกเหตุผลที่เป็นที่รู้กันคือ เป็นโครงการที่ก่อตั้งจากไอเดียของคู่อริคมช. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี

จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 ก.ค.46 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ดำเนินโครงการบัตรสมาชิกพิเศษ (Thai land Privilege Card) ในรูปแบบบริษัทจำกัด ชื่อ บริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด โดยททท. ถือหุ้น 100%

เริ่มแรกคิดค่าธรรมเนียมสมาชิก 1 ล้านบาท แต่นับจาก 1 ม.ค.51 ปรับเพิ่มเป็น 1.5 ล้านบาท ได้สิทธิพิเศษตลอดชีพ หรือหากเป็นนิติบุคคล ค่าสมาชิก 2 ล้านบาท หากเป็นสมาชิกตั้งแต่ 1 ม.ค.51 เพิ่มเป็น 3 ล้านบาท ได้สิทธิพิเศษ 30 ปี

กลุ่ม เป้าหมายคือนักท่องเที่ยวไฮเอนด์ ผู้บริหารระดับสูง นักธุรกิจชั้นนำในต่างประเทศทั่วโลก ชาวต่างประเทศที่พำนักอยู่ในไทย นักลงทุนชาวต่างชาติที่สนใจมาลงทุนในไทย นักธุรกิจและบุคคลชั้นนำชาวไทยที่อยู่ในต่างประเทศ

แต่เมื่อดูราย ละเอียดทุกแง่มุมแล้ว ในที่สุดรัฐบาล คมช. ก็ไม่กล้าสั่งยุบ เพราะไม่มีใครกล้าเสี่ยงเอาบ่วงมาผูกคอ เนื่อง จากติดขัดเรื่องข้อสัญญากับสมาชิกชาวต่างชาติที่ซื้อบัตรสิทธิพิเศษนี้

พอรัฐบาลผลัดใบมาเป็นยุค นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แน่นอนว่าอีลิทคาร์ด ก็หายใจได้คล่องคออีกนิด

ระเบิดลงอีกครั้งเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กุมอำนาจรัฐบาล

วัน ที่ 28 ม.ค.52 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และททท. ไปศึกษาแนวทางการยกเลิกโครงการเสนอให้ ครม. พิจารณาภายใน 2 สัปดาห์

เหตุผล เช่นเดียวกันคือการดำเนินงานโครงการตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีผลขาดทุนมาตลอด และตัวแทนของบริษัท รวมทั้งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือรองผู้ว่าการ ททท. ที่เข้าชี้แจงในครม.ไม่สามารถตอบคำถามถึงสาเหตุที่บริษัทมีผลขาดทุนทุกปี และมียอดขาด ทุนสะสม ณ วันที่ 31 ธ.ค.51 เป็นเงิน 1,411.16 ล้านบาท

ทั้ง ที่ผู้บริหารน่าจะรู้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่กรมสรรพากรกำหนดให้ธุรกิจ ประเภทที่ให้บริการตามสัญญาระยะยาวแก่สมาชิก ต้องคำนวณรายได้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามสัญญา แต่ไม่เกิน 10 รอบปี เป็นเหตุให้บริษัทต้องลงบัญชีรายรับค่าสมาชิกได้เพียงปีละ 1-1.5 แสนบาทต่อบัตรสมาชิก 1 ใบเท่านั้น ขณะที่บริษัทขายบัตรสมาชิกใบละ 1-1.5 ล้านบาท แต่บริษัทต้องรับรู้รายจ่ายที่เกิดขึ้นในปีนั้นทั้งจำนวน

นอก จากนี้ ยังมีข่าวเรื่องการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของคณะกรรมการและฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการลงทุนด้านไอทีกว่า 100 ล้านบาท การซื้อพื้นที่ป้ายโฆษณาที่สนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศพนักงานหญิง

ขณะเดียวกัน การดำเนินโครงการก็ต้องสะดุด นับตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.52 เป็นต้นมา เนื่องจากนายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา สั่งให้บริษัทหยุดดำเนินธุรกิจ หรือการขายบัตรสมาชิก จนกว่าครม.จะมีมติใดๆ

ขณะเดียวกัน บริษัทยังต้องให้บริการแก่สมาชิกเดิม นั่นหมายถึงการแบกรับภาระค่าบริการต่างๆ เช่น ค่าสนามกอล์ฟ สปา โรงพยาบาล ห้องรับรองลูกค้าที่ท่าอากาศยาน รถรับรองสมาชิก เป็นต้น เฉลี่ยต่อเดือนสูงถึงประมาณ 20 ล้านบาท แต่บริษัทไม่มีรายรับแม้แต่บาทเดียว

เวลาล่วงเลยมาจนบัดนี้ ก็ยังหาความชัดเจนไม่ได้ว่าโครงการจะยังเดินหน้าต่อไปหรือไม่ อย่างไร ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของโครงการอย่างรุนแรง

ช่วง เดือนเม.ย.-มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงมีสมาชิกกว่า 200 ราย ร้องเรียนมายังศูนย์บริการคอลเซ็นเตอร์ แสดงความไม่พอใจ บางรายก็ร้องเรียนไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ เช่น ที่เกาหลี

สมาชิกบางรายถึงกับข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย หากยุติโครงการ เพราะสิทธิพิเศษตลอดชีพต้องหายไปทันที

ดัง นั้น นโยบายรัฐบาลที่จะตั้งหน้าตั้งตาจะยุบทิ้งโครงการจึงไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะสัญญาที่ทำกับสมาชิกที่ปัจจุบัน มีอยู่ 2,570 รายถือเป็นสัญญาที่ทำโดยรัฐบาลไทย

ความเสียหายที่จะตามมาใครจะรับผิดชอบ

ล่า สุด คณะกรรมการบริหารบริษัท ที่มีนายธงชัย ศรีดามา เป็นประธาน เตรียมเสนอ 4 แนวทางเลือกในการดำเนินงานต่อคณะกรรมการททท. ในวันที่ 29 ก.ค.นี้ เพื่อพิจารณาเสนอรมว. การท่องเที่ยวและกีฬา ให้ตัดสินใจเลือก 1 ใน 4 แนวทาง ก่อนนำเสนอ ครม.เพื่อ ตัดสินชี้ขาดครั้งสุดท้าย ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกินเดือนส.ค.นี้

สำหรับ 4 แนวทาง ได้แก่ 1.ยุติโครง การโดยสิ้นเชิง ผลดีคือตัดปัญหาในระยะยาว แต่มีความเสียทางการเงินทันที 2,435 ล้านบาท แยกเป็น ค่าชดเชยสมาชิก 2,241 ล้านบาท ชำระเงินเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่มีภาระผูกพันหนี้สินตามสัญญา 168 ล้านบาท ชดเชยกรณีเลิกจ้างพนักงานบริษัทตามกฎหมาย 16 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าดำเนินการเลิกกิจการ ค่าสอบบัญชี 10 ล้านบาท

ยังไม่รวมค่าเสียหายจากการฟ้องร้องจากสมาชิกและตัวแทนจำหน่ายบัตรสมาชิกกรณีถูกบอกเลิกโครงการก่อนครบกำหนดสัญญา

ที่ สำคัญ คือความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ผลกระทบต่อเศรษฐ กิจของประเทศ เช่น สูญเสียโอกาสทางธุรกิจกรณีสมาชิกนำเงินมาลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต สูญเสียรายได้จากการใช้จ่ายของสมาชิก

2.เดินหน้าโครงการต่อโดยปรับแผนธุรกิจลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ เช่น ปรับปรุงสิทธิประโยชน์บัตรสมาชิก เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม แต่ยังคงให้บริการสมาชิกเดิมที่มีอยู่ 2,570 รายต่อไป พร้อมขยายตลาดบัตรสมาชิกประเภทอื่นๆ ที่มีต้นทุนการบริการสมาชิกที่ไม่สูงเหมือนบัตร อีลิทคาร์ด

แนวทาง นี้มีข้อดีที่ไม่เกิดความเสียหายตามแนวทางแรก แต่สิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องเก็บกวาดบ้านให้เกลี้ยงเกลาเพื่อขจัดเหลือบไร ที่เข้ามาหาประโยชน์ในบริษัทกันอย่างอิ่มหมีพีมัน เพราะที่ผ่านมาแม้แต่ค่าเช่ารถลีมูซีนบริการสมาชิก ผู้บริหารบางคนก็ชักหัวคิวกันหน้าตาเฉย

ถัดมาก็ต้องเฟ้นผู้บริหารที่ เป็นมืออาชีพ และซื่อสัตย์ พร้อมเข้ามาทำงานด้วยใจเต็มร้อย ไม่ใช่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม หรือแฝงด้วยอคติที่มีต่อ ลูกค้าว่าเป็นพวกอภิสิทธิ์ชน ทั้งที่ต้องมองว่าเป็นแขกบ้านแขกเมืองที่นำเงินตราเข้าประเทศ

และ ถ้าคิดจะเดินหน้าโครงการต่อไป หากนายกรัฐมนตรีเข้ามาดูแลนโยบายด้วยตัวเองได้ก็ยิ่งดี เพราะจะว่าไปแล้วบริษัทนี้เป็นเหมือนตัวแทนรัฐบาลไทย ผลการดำเนินงานที่ออกมาหมายถึงหน้าตาของประเทศ

3.โอนกิจการให้ททท. นั่นหมายถึงต้องปิดบริษัทก่อน แล้วจึงเข้าไปเป็นหน่วยงานหนึ่งในททท. ยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายพอสมควร และที่สำคัญจะบริหารงานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เพราะปัจจุบันททท.ถือหุ้นในอีลิทคาร์ด 100% สภาพโครงการยังเป็นอย่างที่เห็นกัน

4.ร่วมทุนกับเอกชน โดยททท.ถือหุ้นน้อยกว่า 50% บริษัทจะเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทเอกชน ปัญหาคือ ทรัพย์สิน หรือการบริการของภาครัฐ จะให้เอกชนมีอภิสิทธิ์เข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิจัยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากโครงการอีลิทคาร์ด พบว่า ค่าธรรมเนียมต่อสมาชิกที่เหมาะสมควรมีอัตราประ มาณ 1.8 ล้านบาท เพื่อบรรลุจุดคุ้มทุน

ผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากค่าใช้จ่ายจากการ เข้ามาท่องเที่ยวหรือติดต่อธุรกิจในปี"49 ที่มีสมาชิก 1,962 คน คาดว่ามีค่าเท่ากับ 3,106.5 ล้านบาท หรือ 470,112 บาทต่อคนต่อการใช้จ่าย 1 ครั้งที่เข้ามาในประเทศไทย

ส่วนที่เกิดจากโครงการลงทุนในประเทศไทย ของสมาชิกจะมีมูลค่า 21,121 ล้านบาท ในอีก 8 ปีข้างหน้า ภายใต้สมมติฐานว่า โครงการลงทุนทั้ง หมดที่ได้มีข้อเสนอไว้ได้เกิดการลงทุนจริงในอีก 8 ปีข้างหน้า

ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยรวม อาทิ การจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ในปี"49 คาดว่าจะมีมูลค่า 7,362 ล้านบาท หรือประมาณ 1.22 ล้านบาทต่อการใช้จ่ายของสมาชิก 1 ครั้งที่เข้ามาในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังได้ประเมินโครงการตลอด 30 ปีในอนาคต ว่าถ้าหากยอดสมาชิกไม่มีการเปลี่ยนแปลงจาก ปี"49 ที่ 1,962 คน เมื่อดำเนินงานครบ 15 ปี จะขาดทุน 3,022,079,965 บาท ครบ 20 ปีขาดทุน 4,093,488,467 บาท ครบ 25 ปี ขาดทุน 5,097,675,625 บาท ครบ 30 ปีขาดทุน 6,038,858,980 บาท

แต่หากมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น 10% ต่อปี นับจากปี"49 เมื่อดำเนินงานครบ 15 ปี จะมีรายได้ 13,665,921,868 บาท ครบ 20 ปี มีรายได้ 20,584,923,054 บาท ครบ 25 ปี มีรายได้ 29,360,340,463 บาท และครบ 30 ปีมีรายได้ 10,437,910,987 บาท

นั่นหมายถึงเป็นโครงการที่น่าจะสร้างผลกำไรในระยะยาว และถือเป็น "ทรัพย์สิน" ไม่ใช่ "หนี้สิน"

ทั้งหมดนี้เป็นข้อดี-ข้อเสียที่รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเลือกแนวทางใด

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รอง นายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ครม.มีมติให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปดำเนินการยุติโครงการอีลิทคาร์ด มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ยังไม่มีเรื่องส่งกลับมาที่ครม. เสียที ซึ่งมีกระแสข่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่ครม.จะใช้ทางเลือกโอนบริษัทไปเป็น หน่วยงานหนึ่งในททท. ซึ่งขณะนี้ครม.รอเรื่องที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะส่งมาให้พิจารณาเช่นกัน

นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ปัญหาโครงการอีลิทคาร์ด ตนรอให้บริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัดเสนอมา ซึ่งไม่น่าเกินสิ้นเดือนก.ค.นี้ หลังจากได้มอบหมายให้ไปศึกษาว่าจะมีทางเดินอย่างไรต่อไป ขอยืนยันว่าไม่ว่าจะได้ข้อสรุปอย่างไร จะไม่ส่งผลกระทบต่อลูกค้าที่มีอยู่ 2,570 ราย แต่อาจลดสิทธิบางอย่างของสมาชิกลงบ้าง

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การพิจารณา แผนการฟื้นฟู บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ยังไม่เห็นรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่ยืนยันตามเดิมว่า อีลิทคาร์ดเป็นบริษัทที่เกิดขึ้นจากการเมือง ควรให้ฝ่ายการเมืองสนับสนุน

หน้า 8 http://matichon.co.th/khaosod/view_news ... B5Tmc9PQ==