‘เชียงแสน2’ เปิดประตูไทย-จีน เชื่อมขนส่งแหลมฉบัง-ระนอง
Posted: Mon Sep 14, 2009 11:23 pm

ท่าเรือเชียงแสน ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจชายแดน จังหวัดเชียงราย และความตกลงการเดินเรือในแม่น้ำโขง โดยการรวบรวมสินค้าจากพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง เพื่อส่งออกไปจีนและนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน มากระจายเพื่อการส่งออกไปยังท่าเรือหลักและภูมิภาคอื่น
จากข้อมูลของการท่าเรือแห่งประเทศไทย พบว่า ท่าเรือเชียงแสน มีเรือผ่านท่าปีละ 2,100 ลำ เฉลี่ยเดือนละประมาณ 200 ลำ และร้อยละ 77 ของปริมาณสินค้า ขอบเขตความรับผิดชอบของด่านศุลกากรเชียงแสนมาจากเรื่อที่เข้ามาใช้ท่าเรือ เชียงแสนและเมื่อมีการเปิดการค้าเสรี ปริมาณสินค้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และจีนกำลังเร่งต่อเรือคอนเทนเนอร์โดยสามารถทำให้บรรทุกได้ถึง 300 ตัน และบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ได้ประมาณ 25-30 ตู้ต่อเรือ 1 ลำ ซึ่งท่าเรือเชียงแสน มีข้อจำกัดในการขยายพื้นที่เดิมในการรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้น
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ได้ศึกษาและออกแบบเพื่อก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 ขึ้น โดยจะตั้งตรงปากแม่น้ำกกซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่หมู่บ้านสบกกต.บ้านแซว อ.เชียงแสน เนื้อที่ 402 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา โดยปัจจุบันได้ผ่านขั้นตอนการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบ ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทำประชาพิจารณ์หมดแล้ว และคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติให้ก่อสร้างด้วยวงเงิน 1,546,400,000 ล้านบาท
นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 จะสามารถรองรับการขนส่งสินค้าบริเวณภาคเหนือตอนบนอย่างน้อย 20 ปี เชื่อมโยงมายังภาคกลางที่ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือระนอง เพื่อการส่งออก โดยได้ออกแบบให้รองรับเรือขนาดสูงสุดประมาณ 300 ตัน หรือประมาณ 210 ตันกรอส ท่าเทียบเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 นี้ สร้างขึ้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างระบบการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศกับประเทศ ลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนและจีนตอนใต้ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจส่งเสริมการลง ทุนด้านการค้าระหว่างประเทศ และเชื่อมโยงการขนส่งมายังภาคกลางที่ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือระนอง
ทั้งนี้ การออกแบบก่อสร้างได้คำนึงถึงเรื่องของการลดปัญหาผลกระทบด้วย โดยให้ขุดเป็นแอ่งจอดเรือเพื่อป้องกันและลดผลกระทบด้านความขัดแย้งกับประเทศ เพื่อนบ้าน คือ ลาวที่มีความกังวลต่อปัญหาการกัดเซาะตลิ่งและการเปลี่ยนแปลงแนวร่องน้ำที่ เป็นอาณาเขตของประเทศที่อาจเกิดขึ้น
จอดเรือเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าทั้งหมด 10 ท่า ประกอบด้วยที่จอดเรือแบบทางลาดความชันต่ำสำหรับขนถ่ายสินค้าทั่วไปด้วยแรงคน จำนวน 6 ท่า ที่จอดเรือแบบผนังอยู่ในแนวดิ่งสำหรับขนถ่ายสินค้าทั่วไปด้วยรถเครนและขน ถ่ายสินค้าตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 4 ท่า และยังมีที่จอดรถสำหรับเรือบริการจำนวน 3 ท่า ซึ่งรัฐบาลได้เร่งรัดการก่อสร้างเพื่อให้สามารถรองรับการค้าในกลุ่มประเทศ GMS ผ่านชายแดนเชียงแสน
นายชลอ คชรัตน์ อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กล่าวว่ามีความจำเป็นต้องสร้างท่าเรือใหม่เพราะแห่งที่ 1 มีเนื้อที่แค่ 9 ไร่ ใช้งานแค่ 4 ไร่ ที่เหลือใช้จอดรถ และขยายตัวสร้างคลังสินค้าก็ไม่ได้ทั้งยังอยู่กลางเมืองเชียงแสน และโบราณสถานเชียงแสน
นอกจากนี้ กำหนดให้ใช้งานได้นาน 15 ปี รองรับปริมาณสินค้าได้ปีละ 300,000 ตัน แต่ปรากฏว่าปัจจุบันปริมาณสินค้าทะลุกว่า 100,000 ตันแล้ว สำหรับเรื่องความคุ้มทุนนั้นตนเห็นว่าไม่น่าห่วงเพราะ 7 เดือนที่ผ่านมาท่าเรือแห่งที่ 1 ทำกำไรได้ประมาณ 3 ล้านบาท คาดว่าตลอดทั้งปีอาจจะถึง 5-10 ล้านบาท ดังนั้น หากท่าเรือแห่งที่ 2 แล้วเสร็จและใช้ได้อย่างเต็มที่อาจจะมีรายได้ทะลุ 10-20 ล้านบาท ด้านความกังวลเรื่องผลกระทบ กรมได้กำหนดเอาไว้ในสัญญาทุกระดับกว่า 10 แผน เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา
นายอรรภัณฑ์ รังษี ประธานชมรมพ่อค้าชายแดน อ.เชียงแสน กล่าวว่า บรรดานักธุรกิจชายแดนไม่มีการต่อต้านโครงการเพราะเห็นถึงความจำเป็น แต่มีความกังวล และหากทางภาครัฐยังไม่ดำเนินการก็ขอให้เร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้มีผลกระทบ ภายหลัง คือกรณีการขุดร่องแม่น้ำโขงนั้นขอให้หารือกับ สปป.ลาว ให้ดีเพราะเป็นเรื่องระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบได้
นอกจากนี้ อยากให้มีการประเมินราคาค่าใช้บริการจากเรือและรถบรรทุกให้ต่ำลงเพื่อดึงดูด ใจ เพราะท่าเรือแห่งที่ 1 ปัจจุบันคิดราคาเรือเทียบท่า 300 บาท และรถบรรทุก 300 บาท แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 600 บาท จนทำให้มีผู้ไปใช้บริการน้อยและหันไปใช้ท่าเรือเอกชนแทน
ขณะเดียวกัน ก็กังวลเรื่องระดับน้ำในแม่น้ำโขง ที่จะลดระดับลงตั้งแต่เดือนธันวาคม-เมษายน ของทุกปี จึงเกรงว่าเรือสินค้าที่ตั้งเป้าให้รับได้กว่า 300 ตัน จะเข้าไปปากแม่น้ำกก ที่ห่างจากท่าเรือแห่งเดิมประมาณ 10 กิโลเมตร ไม่ได้ ก็จะทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ท่าเรือได้เต็มที่ตามเป้าหมาย
แหล่งข่าว: http://www.transportnews.co.th/index.ph ... Itemid=103" onclick="window.open(this.href);return false;